ShortStory

เรียงเรื่องร้อยรัก 2. บอกหน่อยได้ไหม

ธีร์ธวัชรู้สึกอายตัวเองอยู่เหมือนกัน ทั้งที่เขาเป็นผู้ชายแท้ๆ แต่ทำไมกับอีแค่เรื่องแค่นี้ถึงใจเต้นไม่เป็นส่ำ เขายืนอยู่ข้างเวทีเล็กๆ บนเรือสำราญล่องแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วยพรรคพวก...เพื่อนสมัยมัธยมปรับแต่งเครื่องเสียงจ้าละหวั่น เพราะวันนี้เป็นงานเลี้ยงรุ่นที่นานๆ จะจัดสักครั้ง เขาเองก็ไม่ได้ทำงานที่กรุงเทพ ขึ้นเหนือล่องใต้เป็นประจำ พลาดงานเลี้ยงมาก็หลายหน มีครั้งนี้นี่แหละที่ไม่ยอมพลาด...ด้วยหลายสาเหตุ

ไอ้ต้น เอ็งอย่าเอาแต่มองน้องม่อนสิวะ เพื่อนตบไหล่เบาๆ ข้าเข้าใจว่าเอ็งน่ะแทบจะอดใจไม่ไหว แต่รบกวนช่วยเอามือมาจัดของเหมือนเพื่อนทีได้ไหมครับ อย่าเอาตีนราน้ำเฉยๆ

เขาพยักหน้าหงึกหงัก หากยังไม่วายมองคนที่ชมทัศนียภาพความงามริมสองฝั่งน้ำยามค่ำคืน เส้นผมยาวไปล่ปลิวด้วยแรงลมเย็น น้องม่อน...แฟนเขาที่คบมาจะสองปีแล้วนั่งอยู่ตรงนั้น ที่โต๊ะตัวเล็กๆ มีเก้าอี้เปล่าซึ่งเป็นที่นั่งของเขาอยู่ตรงข้าม

ชายหนุ่มหันไปสนใจงานตรงหน้าแทน งานเลี้ยงรุ่นปีนี้แปลกกว่าปีก่อนๆ ที่จัดกันในร้านเหล้าเล็กๆ ไม่ก็ห้องของโรงแรม หากครั้งนี้ไอ้ประธานรุ่นอยากให้เปลี่ยนสถานที่ ด้วยสาเหตุสำคัญคือเพื่อนคนหนึ่งเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศพร้อมดุษฎีบัณฑิตขณะที่เพื่อนอีกคนกำลังจะไปทำเช่นเดียวกัน เลยต้องมีเลี้ยงต้อนรับและเลี้ยงขับไล่ไสส่งในงานเดียวกัน

ธีร์ธวัชเลยไปถามน้องสาวคนดี...ที่มีความคิดเก๋ๆ อยู่เสมอจนได้ความตามคุณน้องบอก

ทำไมพี่ต้นไม่ชวนเพื่อนไปล่องแม่น้ำเจ้าพระยาล่ะคะ

ว่าไงนะธีร์ ล่องเจ้าพระยาเหรอ

ได้ยินหนูบอกให้ไปถ่อแพแม่น้ำโขงหรือไง ถามแปลก ก็ได้ยินอยู่ว่าพูดอะไร ไอ้พิมพ์ธีราน้องสาวตัวร้ายมันคงอดกัดเขาไม่ได้ เป็นบ้านอื่นอาจจะโดนตอกกลับไปแล้ว แต่นี่เขาเลี้ยงให้มันเป็นแบบนี้ด้วยมือเขาเอง จะโทษใครก็โทษไม่ได้ แม้มันจะปากเสียหลายเวลา และปากหมาแค่สองครั้งลมหายใจเข้าออก มันก็เป็นน้องสาว...ลูกพี่ลูกน้องที่เขารักมากอยู่ดี

ก็เพื่อนพี่ต้นเขากลับจากนอกคนนึงไปนอกอีกคนไม่ใช่หรือคะ ล่องเจ้าพระยาน่ะดีสุดแล้ว ได้ทั้งบรรยากาศแล้วก็ความเป็นไทย ไอ้คนเพิ่งกลับก็โหยหา ไอ้คนเพิ่งมาก็ต้องตักตวง จริงไหมล่ะ

เขายอมรับว่าความคิดอ่านมันละเอียดลึกซึ้ง ไม่เสียทีที่เขียนนิยมนิยายขายเลี้ยงแม่ได้

หลังจากนั้นเขาเลยไปบอกไอ้ประธานรุ่น มันก็เห็นดีเห็นงามด้วยเหตุผลเดียวกัน และเหตุผลพิเศษคือ

เขียมมาหลายหน ครั้งนี้เอาแบบหรูหราอลังการสักหนเหอะวะ

การเตรียมงานทุกอย่างเป็นไปอย่างเรียบร้อย จนกระทั่งใกล้ถึงวันงาน...เพื่อนทุกคนก็ได้รับบัญชาว่าถ้ามีปัญญาก็หาคนควงมาด้วย เขาก็เลยแล่นไปหาน้องสาวคนดีถึงบ้าน

ไม่ว่างค่ะ วันนั้นไปชลกับคุณป้าบัว

โห ไรวะ มีหนุ่มละเฉดหัวพี่เลยนะเรา

วะ ทำไมคุณพี่ชายมันพูดหมาๆ อย่างนี้เนี่ย แล้วทีตัวล่ะ ไม่เดือดร้อนไม่มาหาน้อง แฟนตัวก็มี ไม่ชวนเขาล่ะ ชิ่วๆ ไปไหนก็ไปเลย อย่ามาเห็นเขาเป็นของตายจะได้ยัดใส่กระเป๋ากางเกงพกไปไหนมาไหนนะ

แล้วไปทำอะไรที่ชลบุรีล่ะ

น้องสาวตัวกลมๆ ของเขาเอาผมทัดหู ดันกรอบแว่นให้ชิดดั้ง ธีร์ธวัชรู้... ไอ้ธีร์มันเขิน

ไปหาพี่อินทร์ อาทิตย์นี้พี่อินทร์บอกว่ากลับไม่ได้ แต่ให้คุณป้า คุณลุง แล้วก็แม่ไปเที่ยวชลแทน

ไม่ได้บอกให้เราไปแล้วจะไปทำไมวะ เขาเอาไหล่สะกิดน้องสาว เดี๋ยวไปละไปเจ๊อะแกอยู่กับสาวอื่น น้ำตามันจะเช็ดหัวเข่า ไม่เคยได้ยินหรือไง รถไฟ เรือเมล์ ยี่เก ตำมะหนวด

ลูกประดู่ค่ะคุณ ไม่ใช่เรือเมล์

อ๊ะ นั่นไงล่ะ เขาทำท่าตบเข่าฉาดเหมือนที่เห็นในโทรทัศน์ ไม่รู้จักคำว่าผู้การเรือเร่ซะแล้วน้องเรา เร่ไปเร่มา ไม่ได้เร่มาหาธีร์ แล้วไอ้น้องสาวมันก็เอามือฟาดเขาไม่ยั้งกระทั่งอาของเขา...แม่พิมพ์ธีรามาแยก

แม้น้องมันจะปากหมาไปหน่อย...แต่เขาก็ยังคิดว่าถ้ามันไม่ติดธุระไปเยี่ยมพี่อินทร์ มันก็คงไปกับเขาแน่ มันไม่มีทางเห็นคู่หมั้นดีกว่าพี่ชายแน่ๆ

ด้วยเหตุนี้เขาเลยต้องลองชวนคนที่คนอื่นเรียกกันว่าเป็นแฟนของเขาไปงานแทน

แม้จะคบกันมานานก็เถอะ แต่เขากับน้องม่อนก็ไม่เคยไปไหนด้วยกันตอนกลางคืนเลยสักครั้ง แถมน้องม่อนคนดียังไม่เคยเอยปากว่าชอบหรือรักเขาเลยสักครั้ง ตั้งแต่วันที่เขาขอคบนั่นแหละ

เรื่องของเขากับมธุรดาหรือม่อนมันเริ่มตั้งแต่เมื่อสามปีก่อนเห็นจะได้ เขาทำงานเป็นวิศวกร บริษัทเขาก็เน้นงานพวกสร้างรีสอร์ทหรือที่พักตากอากาศเป็นหลัก จังไม่ค่อยได้อยู่บ้านหรืออยู่ที่ไหนเป็นที่เป็นทางนัก ต้องออกไซท์งานบ่อย เดือนๆ หนึ่งจะได้เข้าบริษัทสักหน บริษัทเป็นของรุ่นพี่ที่รู้จักกันซึ่งรับช่วงต่อจากพี่ชายบรรยากาศในการทำงานเลยเป็นสุขเสียจนไม่คิดอยากเปลี่ยนงาน

ต้น นี่ม่อน หลานพี่เอง ม่อน นี่ไอ้ต้น รุ่นน้องอา ตอนนี้ดูแลงานรีสอร์ทที่วังน้ำเขียวอยู่ เขาขมวดคิ้วมองหญิงสาวผมยาวที่ยกมือไหว้ ก่อนรับไหว้ด้วยความประหลาดใจ

หลานพี่หมีเหรอฮะ ลูกเฮียมุ่ย? รุ่นพี่เขาอายุห่างจากพี่คนโตมาก และพี่ชายคนเดียวคนนั้นก็เลี้ยงน้องชายคนเล็กไม่ต่างจากลูกของตัวเอง สองคนพี่น้องเลยสนิทกันราวเป็นพ่อลูก และพอพี่มีลูกของตัวเอง ก็เลยมีอายุใกล้เคียงกันอย่างที่เห็น และเมื่อพ่อเสีย พี่ชายคนโตเลยขึ้นไปดูบริษัทแม่ ให้น้องชายที่จบวิศวะมาดูงานบริษัทนี้ด้วยตัวเอง

ใช่ ลูกเฮีบมุ่ย พี่ยืมตัวม่อนมาช่วยบัญชีจากบริษัทใหญ่อะ ก็ของเราคุณตาแกลาคลอดสามเดือนไง แล้วบอกว่าคงเข้างานทุกวันไม่ได้ เลยให้ม่อนมายืนพื้นแล้วก็ให้คุณตาเข้าตามสะดวก ม่อนอ่อนกว่าเราปีสองปีมั้ง

อ๋อครับ

เขาก็ไม่ได้สนใจอะไรมธุรดาเป็นพิเศษ เจอกันก็แค่เดือนละสามสี่หน หนละวันสองวัน คุยกันก็ไม่บ่อยนัก แต่แปลกที่ทุกเรื่องซึ่งผู้หญิงคนนี้ทำเขานึกถูกใจไปเสียหมด

เขาเคยเห็นสาวออฟฟิศแต่งตัวสวยคนนี้นั่งยองๆ คุยกับคุณยายแก่ๆ ที่หาบขนมทองม้วนห่อข้างถนนทุกเช้าระหว่างทางกลับจากร้านกับข้าวใกล้ๆ ที่ทำงาน ในมือของมธุรดามีถุงพลาสติกบรรจุทองม้วนห่อเล็กอยู่สองสามห่อ และแน่นอนว่าขนมที่มีติดบริษัทก็กลายเป็นทองม้วนไปโดยปริยาย

แล้วไหนจะเรื่องกาแฟ...เรื่องเล็กๆ ที่ดูเหมือนไม่เล็กสำหรับม่อน หลานสาวพี่หมีขันอาสาชงกาแฟให้ทุกคนในออฟฟิศแต่เช้า รวมถึงชงให้คุณแม่บ้านด้วย ทุกคนติดอกติดใจรสมือม่อน แถมหลานสาวเจ้าของบริษัทยังทำตัวน่ารักด้วยการจำรสของแต่ละคนได้แม่นในเวลาไม่กี่วัน จะมีก็แต่เขานี่ละที่กินยาก ดื่มยาก เลยดื่มมันไม่หมด

ไม่อร่อยหรือคะ? เขาเงยหน้ามองเธอ ยิ้มน้อยๆ ไม่ตอบอะไรมากไปกว่าคำขอบคุณ ม่อนเองก็ไม่พูด แล้วก็ไป จนถึงวันนั้นธีร์ธวัชเพิ่งสังเกตว่าม่อนเป็นคนพูดน้อย ผิดกับอาที่คุยเก่งคุยสนุก

เขากลับเข้าบริษัทอีกครั้งหนึ่งตอนเช้าของวันพุธ คนแรกที่เจอหน้าก็เป็นหญิงสาวคนเดิมพร้อมกับถุงทองม้วน สวัสดีครับ

สวัสดีค่ะ มธุรดาตอบแค่นั้น แล้วก็จ้ำหนีเขาไป

ธีร์ธวัชนั่งทำงานอยู่ในห้อง เขาได้ยินเสียงใครคนหนึ่งเคาะประตู จึงบอกให้เปิดเข้ามา แล้วก็พบว่าเป็นคนที่เดินหนีเขาไปนั่นเอง เขาเห็นถ้วยกาแฟกรุ่นไออยู่ในมือเธอ จึงลุกขึ้นและเดินไปรับมันด้วยตัวเองก่อนที่อีกฝ่ายจะตอบอะไรด้วยซ้ำ

เห็นพี่ต้นมาเช้า...คนอื่นยังไม่มา เลยชงให้ก่อน ทุกครั้งพอวางเสร็จมธุรดาจะไป แต่คราวนี้เหมือนรอฟังผลรสชาติกาแฟอยู่ที่เดิม เขาหันหลังให้เธอค่อยๆ คนจนเริ่มอุ่นและทอลองชิม...

อร่อย เขาหลุดปาก เอ้อ อร่อยมาก

คนชงยิ้มกว้าง ทำให้เขารู้สึกเหมือนแดดตอนเช้ามันส่องผ่านกระจกตัดแสงเข้ามาเสียเต็มที่ ห้องทั้งห้องสว่างไสว กระทั่งอีกฝ่ายไปแล้วนั่นแหละ ถึงได้ยิ้มกับตัวเองเหมือนคนเป็นบ้า

นี่ท่าทางเขาจะสนใจหลานสาวเจ้านายเข้าให้แล้วล่ะมั้ง

ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะไปได้ด้วยดี?... ไม่เลย ไม่แม้แต่นิด หลังจากนั้นม่อนก็ยังคุยกับเขาน้อยเหมือนเดิม ไม่จำเป็นก็ไม่คุย เขาถามคำเธอก็ตอบมาคำ

เย็นนี้ม่อนว่างไหมครับ?

ว่างค่ะ เธอตอบสั้นๆ มองหน้าเขาทำเอาหายใจหายคอไม่สะดวก มีอะไรรึเปล่าคะ

คือ พี่จะชวนไปดูหนัง... เขาอ้อมแอ้ม พยายามไม่ให้พวกหูผีจมูกมดได้ยิน คือ อยากดูหนังโรแมนติก แต่จะเข้าโรงไปดูคนเดียวเขาก็จะว่าพี่มีนัยยะแอบแฝง

มธุรดายิ้มน้อยๆ เรื่องที่เพิ่งเข้าใช่ไหมล่ะคะ ม่อนก็อยากดู หาเพื่อนดูอยู่ ขอตัวไปบอกอาหมีก่อนนะคะ

เหมือนโลกทั้งโลกกลายเป็นฤดูใบไม้ผลิพร้อมกันทุกเส้นรุ้งเส้นแวง...

และมันก็ร่วงหมดทันทีเมื่อหนังจบ

ม่อนไม่พูดอะไรกับเขาสักนิด ไม่คุย ไม่จิ๊จ๊ะ จ๊ะจ๋า ไม่กระหนุงกระหนิงเหมือนผู้หญิงคนอื่นๆ เธอนิ่งจนเขาชักหวั่นๆ ก็ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าเอาวะ...แค่ครั้งแรก ถ้ามาเฟลิตกับผู้ชายมากไปจะดูไม่งาม

เขาขับรถไปส่งม่อนที่บ้าน หน้าประตูบ้านหลังใหญ่ที่มีครอบครัวเล็กๆ หลายครอบครัวปลูกบ้านอยู่บนเนื้อที่เดียวกัน มันดุทั้งน่าอบอุ่น น่าวุ่นวายและน่ากลัว ดีหน่อยที่ครอบครัวรุ่นพี่เขารักใครกันดี ไม่อย่างนั้นบรรยากาศในบ้านคงอึมครึมพิกล

เฮียมุ่ยพี่ชายพี่หมีที่อายุเป็นน้องๆ พ่อลากเขาเข้าไปในบ้านทันทีที่เห็นหน้าว่าใครมาส่งลูกสาวคนเล็ก

แหม นึกว่าไอ้หนุ่มที่ไหนพาม่อนไปดูหนัง ที่แท้ก็เราเองเรอะ พ่อของมธุรดากอดคอเขาไว้แน่น ทุกครั้งธีร์ธวัชจะคุยกับเฮียได้สนิทใจ แต่ทำไมครั้งนี้...รัศมีความน่าเกรงมันจับชัดนักหนอ

แล้วถ้าวันหลังจะพาไปดูหนังก็ได้ บอกก่อนละกัน แหม พี่ๆ น้องๆ เห็นกันมานาน แล้วเฮียก็บีบมือเขาเสียแน่น เขาคิดมาตลอดทาง ว่าพอเป็นอีแบบนี้ เรียกได้ว่าหนทางสดใสไหมนะ...

แล้วมันก็เป็นเหมือนๆ เดิมซ้ำไปซ้ำมาอยู่สามสี่เดือน กว่าเขาจะกล้าเอ่ยปากขอม่อนเป็นแฟนได้ โดยมีทุกคนในบริษัทเอาใจช่วยอย่างออกนอกหน้า...

สองปีที่ผ่านมา...เขาก็ได้รู้จักม่อนมากขึ้นนิดหน่อย ได้รู้ว่าม่อนเป็นพวกขี้สงสารแต่ไม่พูด เป็นคนช่างคิดช่างสงสัย แต่เก็บเงียบๆ เอาไว้ ต้องคอยถาม คอยซักถึงจะยอมตอบ และม่อนก็ตอบทุกคำถามเสียด้วย

มีแต่ตัวเขาเองเนี่ยละที่ไม่กล้าถามคำถามหนึ่งที่สงสัยมานาน

ม่อนรักพี่บ้างไหม?

อาหารเริ่มทยอยเสิร์ฟไปตามโต๊ะ ขณะที่เพื่อนคนอื่นกำลังร้องเพลง เขาก็ปลีกตัวไปนั่งที่โต๊ะกับเธอคนนั้น

ม่อนเบื่อไหม...พี่ไม่น่าดื้อให้ม่อนมาเลย

ม่อนบอกแล้วหรือคะว่าม่อนเบื่อ เธอยิ้ม...น่ารัก และน่าเอ็นดู ไม่ต่างกับเมื่อเกือบสามปีก่อนเลยแม้แต่นิด ม่อนแค่คิดว่าถ้าไม่ติดว่าป๊ะเอากล้องไปซ่อม ม่อนก็คงนั่งถ่ายรูปไปแล้วล่ะ

ชอบเหรอ ?

ม่อนอยู่ชานเมือง ไม่ได้ใกล้ชิดกับแม่น้ำเจ้าพระยานักหรอกค่ะ ได้นั่งเล่นให้ลมเย็นๆ โดนตัวแค่นี้ก็มีความสุขแล้ว

พี่ดีใจที่ม่อนชอบนะ แล้วเธอก็ไม่พูดอะไร นั่งทานอาหารไปชมวิวไปเงียบๆ เหมือนที่เคยเป็นมา

ครั้งหนึ่งงานเขาล่าช้า กลับถึงกรุงเทพฯ ช้า ทำให้มาถึงโรงหนังที่นัดกับมธุรดาไว้สาย เขาทั้งเพลีย ทั้งปวดหัว มีปัญหากับคนงานแล้วก็เจ้าของที่สั่งให้สร้างอาคาร วันนั้นรู้สึกเหมือนเรื่องทุกอย่างมันเลวร้ายไปหมด ม่อนมองหน้าเขา ไม่พูดอะไร เพียงแค่บีบมือไว้แน่นๆ และเดินเข้าโรงหนังด้วยกัน

หนังไม่ใช่หนังตลก เป็นหนังรักเรียบๆ ประกอบเพลงบรรเลงหวานคลอไปตลอด เวลาผ่านไปไม่รู้นานเท่าไหร่ แต่เขารู้สึกเหมือนหัวตัวเองอยู่บนบ่าอย่างไม่ค่อยแข็งแรงนัก

ง่วงก็นอนเถอะ ม่อนพูดเบาๆ แล้วก็เอ่ยอะไรอีกไม่รู้ เขาจำไม่ได้เพราะหลับไปอย่างรวดเร็ว โชคดีที่นั่งแถวหลังสุด ไม่อย่างนั้นพ่อแม่เขาคงเดือดร้อน ด้วยอยู่ดีๆ ก็โดนด่าเป็นแน่

เขาตื่นอีกทีก็ตอนที่ม่อนเขย่าตัวปลุกแรงๆ เขานอนหลับพิงไหล่เธอตั้งแต่ต้นเรื่องยันท้ายเรื่อง เขายังจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าพระเอกนางเอกชื่ออะไรบ้าง

แต่เขาไม่สน...ไม่สนอะไรแล้ว

ในเมื่อก่อนที่จะลุกออกจากโรง ม่อนมองหน้า...ใช้มือเสยผมเขาให้เข้าทรง จับเสื้อให้เรียบร้อย ม่อนไม่พูดอะไร แค่ยิ้ม เหมือนทุกที

เขารู้ว่าม่อนไม่ได้รังเกียจ... ธีร์ธวัชรู้อยู่เต็มอก แต่อย่างไรเขาก็อยากได้ความมั่นใจ เขาอยากฟังคนพูดน้อยอย่างมธุรดาพูด บอกเขาสักครั้งในชีวิต...ก็พอ บอกว่ารักเขา...

ต้น คิวเอ็งแล้วเว้ย เพื่อนเดินมาเรียกที่โต๊ะ พลางเหล่ตามองแฟนเขาแล้วหัวเราะหึหึในลำคอ

ชายหนุ่มหันกลับไปบอกคนนั่งรอ ก่อนเดินหายไปกับคนมาตาม ถ้าเสียเรื่องข้าเอาเอ็งตายแน่ไอ้สมเจตต์

ยังเรียกชื่อพ่ออยู่อีก ป่านนี้แล้ว เพื่อนเกาหัวแกรก

หญิงสาวนั่งมองเวทีด้วยความสนอกสนใจ ตอนนี้คนที่เป็นแฟนเธอยืนอยู่บนนั้น หลังไมโครโฟน มีเพื่อนยืนข้างหลังจับจองเครื่องดนตรีกันคนละชิ้น มธุรดามองธีร์ธวัชด้วยความแปลกใจ จริงอยู่...เธอเคยได้ยินเขาร้องเพลง ฮัมเพลง เล่นกีตาร์บ่อยๆ แต่ไม่เคยเห็นเขายืนอยู่หลังไมค์แบบนี้เลยสักครั้ง

แสงไฟสว่างสาดเข้าหน้าเขาจนต้องหยีตาเล็กน้อย ชายหนุ่มเสยผมหน้าไปข้างหลัง พูดอะไรพึมพำทดสอบเสียงเป็นครั้งสุดท้าย

มธุรดาสังเกตว่าเขาไม่ได้ใช้ไมค์แบบมีสายเหมือนปกติ แต่ใช้ไมค์ลอยไร้สายแทน... ทั้งที่แบบมีสายน่าจะให้เสียงดีกว่า แต่ทำไมถึงใช้แบบนี้หนอ

เสียงดนตรีดังขึ้นเล่นเป็นทำนองโซลให้ทุกคนได้ปรบมือตาม ก่อนจะเงียบลงและปล่อยให้นักร้องยืนยิ้มเผล่รับหน้าเพื่อนๆ

เอ่อ...ไม่ได้ร้องแบบนี้มานานแล้ว คนหล่อเขินว่ะ

เสียงโห่ดังขึ้นจากทุกสารทิศ ปนเสียงผิวปากแซวเป็นระยะ

เอาน่าๆ ขำขำ... ก็วันนี้ในโอกาสงานเลี้ยงรุ่น จำใจเลี้ยงรับและยินดีเลี้ยงขับไล่ไสส่ง ก็อยากจะให้มันเป็นคืนที่จดจำไปนานๆ เลยจะขอรบกวนเพื่อนๆ ใช้โอกาสนี้สร้างความทรงจำดีๆ ด้วยกันอีกครั้ง หวังว่าจะไม่รังเกียจ ธีร์ธวัชยิ้มกว้าง

งั้นก็ทนฟังเพลงจากวงที่หล่อที่สุดหน่อยก็ละกันนะ

เสียงกีตาร์หวานดังขึ้นนำจังหวะเบาๆ สบายๆ เข้ากับบรรยากาศการล่องแม่น้ำเจ้าพระยายิ่งนัก สองฟากฝั่งเห็นแสงไฟวับแวมจากบ้านคนริมน้ำ... มธุรดานั่งพิงเก้าอี้ตั้งใจฟัง เธอมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม แต่แปลก...ที่เขาไม่มองมาทางเธอเลย

ชายหนุ่มจัดขาไมโครโฟนให้เข้าที่ ปรับระดับให้เหมาะกับตนเองที่กึ่งนั่งกึ่งยืนอยู่ เขาพิงเก้าอี้และจับไมค์เอาไว้มั่น หลับตา...

มธุรดายังรู้สึกเฉยๆ กระทั่งเสียงนุ่มๆ หวานๆ ดังขึ้น เธอก็ต้องรู้สึกร้อนที่แก้มผ่าว... ก็เพราะเพลงนั่นล่ะ ไอ้ที่เขาร้อง คงไม่ได้มีความหมายอะไรพิเศษกระมัง

ตั้งแต่เมื่อไร่ ที่เธอไม่บอก

ที่เธอไม่ตอบ ให้เข้าใจ

ต่อให้ถามเธอ...กี่ครั้ง เธอก็ยังไม่ยอม อย่างนี้

ชายหนุ่มปรายตามายังโต๊ะตัวริม แล้วเขาก็เห็นว่าใครคนนั้นหลบตาเขา

หญิงสาวค่อยๆ จับจ้องไปยังใบหน้าคนร้องอีกครั้ง เมื่อครู่...เพราะอะไร ทั้งที่เพลงไม่น่าจะพิเศษ แต่เธอก็ไม่กล้าสู้ดวงตาคู่นั้นตรงๆ ไม่กล้าเลยจริงๆ

รัก จึงรออย่างนี้เรื่อยมา

รู้ใช่ไหมว่ามีฉันคอย(ตรงนี้)

และมันถึงเวลา

ธีร์ธวัชยิ้มน้อยๆ ก่อนทุ่มความรู้สึกให้การร้อง

บอกหน่อยได้ไหม ว่าเธอคิดยังไง

ในหัวใจ บอกฉันที

แค่ตอบฉันและตกลงว่ารักสักที

ให้รออย่างนี้อีกนานเท่าไร

มธุรดาเหลือบๆ มองธีร์ธวัชอย่างกลัวๆ กล้าๆ กลัวว่าเนื้อเพลงจะเล่นอะไรกับเธออีก และกลัวเสียจริงๆ ว่าตาคู่นั้นจะจ้องมาที่เธอ จนทำให้ตัวเองละลายไป...

เวอร์... เธอบอกตัวเองได้ หากตั้งแต่เกิดมาก็มีครั้งนี้นี่แหละ ที่เสียง...และสายตาคน เกือบทำให้เธอละลายได้จริงๆ

หากเธอคิดลองใจ

อยากจะพิสูจน์กับความรักที่มีต่อเธอ

ไม่ต้องคิดกังวล เพราะคนๆนี้มั่นใจ เสมอ

แล้วธีร์ธวัชก็ทำให้ทุกคนประหลาดใจด้วยการเอาตุ๊กตาหมีสีฟ้าตัวย่อมๆ มานั่งบนตักของตัวเอง เขาขยับมันโยกไปมาพร้อมจังหวะเพลงทำให้หลายคนยิ้มออก บ้างก็หัวเราะ กับท่าทางประดิษฐ์ของเจ้าหมีนั่น

รักจึงรออย่างนี้เรื่อยมา

รู้ใช่ไหมว่ามีฉันคอยตรงนี้

และมันถึงเวลา

บอกหน่อยได้ไหมว่าเธอคิดยังไง

ในหัวใจบอกฉันที

แค่ตอบฉันและตกลงว่ารักสักที

ต้องรออีกเท่าไร

นักร้องดึงไมโครโฟนออกมา และยืนร้องพร้อมประคองตุ๊กตาหมีไปด้วย เขาลงจากเวที ลงไปหาเพื่อนๆ ที่ต่างตบมือให้

มธุรดาเห็นคนๆ นั้นเดินวนไปเวียนมาตามโต๊ะ เดี๋ยวก็ยิ้ม เดี๋ยวก็หัวเราะ กอดคอกับใครเขาไปทั่ว เพราะอย่างนี้นี่เองถึงได้ใช้ไมค์ลอย... แต่ที่เธอสนใจตอนนี้ไม่ใช่อีกฝ่าย หากเป็นตุ๊กตาหมีสีฟ้าในอ้อมแขน มือของข้างของมันเหมือนถูกโยงไว้ด้วยอะไรสักอย่าง แน่นอนว่าคนๆ นั้นรู้ ว่ามธุรดาชอบตุ๊กตาหมีมากแค่ไหน แล้วยังจะเอามายั่วกันอีก

เขาหันมา...แน่นอน เธอหันไปอีกทาง...

บอกได้ไหมจะให้ฉันทำไง

แบบไหนกัน บอกฉันที

ไม่ก็ตอบมาดังๆ ว่ารักสักที

ให้รออย่างนี้อีกนานเท่าไหร่....

เธอได้ยินเสียงใกล้เข้ามา ไม่ใช่เสียงที่ออกจากลำโพง แต่เป็นเสียงจากคนที่ลงนั่งตรงข้าม

ธีร์ธวัชนั่งยิ้ม วางตุ๊กตาหมีตัวเดิมไว้บนโต๊ะ เสียงดนตรีแผ่วลงจนได้ยินเสียงเขาชัดเจนแม้จะวางไมโครโฟนไว้บนโต๊ะก็ตาม ธีร์ธวัชจับแขนตุ๊กตาหมีทั้งสองข้างขยับไปมา ทำให้มันเอียงหัวอย่างน่าเอ็นดู

พี่ต้นทำ... เสียงเธอขาดหาย เมื่อเขาคนนั้นร้องเพลงนั้นต่อ

ดวงตาสีน้ำตาลจ้องตรงมาที่เธอ ไม่มองไปทางไหน มีแต่ภาพเธอสะท้อนอยู่ในตาคู่นั้น

บอกหน่อยได้ไหมว่าเธอคิดยังไง

ในหัวใจบอกฉันที

แค่ตอบฉันและตกลงว่ารักสักที

ต้องรออีกเท่าไร

ไม่ก็ตอบมาดังๆ ว่ารักสักที

จะให้รออย่างนี้อีกนานเท่าไหร่ *

เธอรู้แล้ว เขาร้องให้เธอจริงๆ นั่นแหละ

มธุรดาทั้งเขิน ทั้งขำ ไม่รู้จะพูดอะไรดี เมื่อผู้ชายตัวโต อายุปาเข้าไปสามสิบแล้วมานั่งขยับตัวตุ๊กตาเล่นอย่างนี้ แล้วหญิงสาวก็เบิกตากว้าง เมื่อเห็นกล่องเล็กที่ธีร์ธวัชวางไว้บนผ้าที่ขึงไว้ระหว่างสองมือของหมีสีฟ้า

เสียงปรบมือดังกึกก้อง บ้างก็โห่ฮา ผิวปากเสียงดังลั่นๆ และหลังจากนั้นไม่นาน ทุกคนก็ทำท่าไม่สนใจ พยายามหันไปทางอื่น ปล่อยให้สองคนอยู่กับโลกของตัวเอง

ไม่ก็ตอบมาดังๆ ว่ารักสักที ให้รออย่างนี้อีกนานเท่าไหร่... ธีร์ธวัชยกตุ๊กตาบังหน้าตัวเองไว้ แน่ล่ะ เขาเขิน ในเมื่อเพื่อนแต่ละคนมันเงียบกริบ ไม่พูดอะไรสักคำ แล้วว่ายังไงครับ

หญิงสาวไม่ตอบ พูดน้อยเหมือนเคย หากเธอฉวยตุ๊กตาไปกอดเอาไว้แน่น และวางกล่องเล็กๆ นั่นไว้บนโต๊ะ ม่อนเคยบอกพี่ไปแล้วนะ

ตอนไหน!?

เขาได้เห็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุด อ่อนหวาน รอยยิ้มที่ทำให้เธอหลายมาเป็นคนที่เขารัก ตั้งหลายหน ขี้ลืม เธอหัวเราะ ตอนที่พี่ไปดูหนังกับม่อนแล้วพี่จะหลับ นั่นล่ะ ม่อนบอกว่าม่อนรักพี่ ห่วงพี่ ไม่อยากให้พี่เหนื่อยมากนัก อยากให้พี่พัก นั่นล่ะ หนแรกเลย

โธ่ ก็พี่หลับ

แล้วตอนที่พี่ไปทะเลกับบ้านม่อน ตอนที่พี่หลับใต้ต้นสน ที่ม่อนอยู่ด้วย นั่นก็บอก

เอ๊า ไหงบอกแต่ตอนหลับ

ม่อนไม่ได้บอกตอนหลับนะ ความผิดพี่ต่างหากที่หลับไปตอนม่อนจะบอก ชวดเอง ม่อนช่วยไม่ได้หรอกค่ะ

เขาเกาหัวแกรก...สรุปไอ้ที่กังวลมาตั้งนมนานมันก็ไม่มีอะไรเลยสินะ

คนอย่างม่อน ถ้าไม่ชอบไม่สนใจ ม่อนไม่มีทางจะให้อยู่ใกล้ๆ หรอก มธุรดาจูบตุ๊กตาหมีพลางกอดไว้แน่น แล้วม่อนก็ไม่เคยทำกับใครเหมือนพี่ด้วย ไม่เคยให้ใครจับมือ ไม่เคยให้ใครหนุนตัก มีแต่พี่ต้นคนเดียวเท่านั้นแหละ แล้วนี่อะไร มาหาว่าเราไม่พูดไม่บอก ตัวเองล่ะ ไม่เคยบอกเราเลย

แล้วถ้าพี่จะบอกตอนนี้ยังทันไหมครับ? เขากุมมือนิ่มไว้หลวมๆ ไม่สายไปใช่ไหม

แล้วแต่การตัดสินใจของพี่สิคะ

ม่อนจะทนอยู่กับคนอย่างพี่ได้ไหม? พี่ไม่ค่อยได้อยู่บ้าน พี่ไม่ใช่คนทำอะไรเรียบร้อย ม่อนจะให้คนแบบนี้รักม่อน ดูแลม่อนไปตลอดชีวิตไหมครับ

ไม่หรอก ไม่ให้พี่ต้นดูแลม่อนเด็ดขาด

คนฟังหน้าเสีย แต่ก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

แต่ม่อนจะดูแลพี่เอง คนอะไร ทำเครื่องครัวพังบ๊อยบ่อย โน่นก็ลืม นี่ก็หลง ถ้าไม่มีม่อนดูแลคอยเตือนคงแย่ หญิงสาวหัวเราะเสียงใสเมื่อนึกถึงภาพแม่ที่แทบจะเป็นลมเมื่อเห็นหม้อไหม้ไปกับตา แล้วไหนจะห้องทำงานรกๆ ของอีกฝ่าย

พี่ต้นต่างหาก จะอยู่กับม่อนได้ไหม ม่อนไม่ชอบพูด ม่อนไม่ชอบคุย ไม่ชอบจิ๊จ๊ะกับใครที่ไหน เธอบอกเสียงอ่อนโยน ม่อนคงไม่บอกว่ารักพี่บ่อยๆ หรอกนะ

แค่รู้ว่ารักก็ดีใจแล้ว เขาย่นจมูก ก่อนสวมแหวนสีเงินฝังเพชรเม็ดเล็กลงบนนิ้วเรียว ป๊ะจะว่าไหมเนี่ย หมั้นลูกสาวเขายังไม่ได้ปรึกษา

ป๊ะไม่ว่าหรอก ระวังอาหมีก่อนเถอะ แกอาจจะหมั่นไส้ให้ไปสร้างรีสอร์ทใต้ทะเลก็ได้นะ

ก็ด้าย ไงก็ได้ ถ้ายกหลานสาวให้อะนะ

เสียงโห่ดังลั่นจากทุกสารทิศ ธีร์ธวัชเพิ่งรู้สึกตัว ว่าไอ้พวกเพื่อนมันยังอยู่ แถมอยู่กันครบด้วย

มธุรดาหัวเราะ มองคนนั่งตรงข้ามด้วยรอยยิ้มรื่นเริง งั้นพี่ก็เริ่มคิดได้แล้วล่ะค่ะว่า พอไปส่งม่อนที่บ้านพี่จะพูดกับป๊ะว่าอะไรดี

ชายหนุ่มมุ่นคิ้ว ย่นจมูก... ม่อนก็ต้องช่วยพี่พูดกะป๊ะแล้วก็ม้าด้วยนะ

มธุรดาไม่ตอบอะไรเหมือนเดิม... เพียงยิ้ม และกุมมือเขาไว้แทนคำตอบ แทนคำมั่น ว่าจะอยู่ด้วยกันอย่างนี้เรื่อยไป

* เพลง บอกหน่อยได้ไหม
นภ พรชำนิ


edit @ 2006/09/22 11:33:52