Novel

[Novel] Everyday's April Fool Ch. 01 ๑ เมษายน

posted on 02 Apr 2008 13:48 by shakri  in Novel

Everyday's April Fool

 

บทที่ ๑ ๑ เมษายน

 

          วันที่ ๑ เมษายน

 

          ผมเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยคนหนึ่ง

          ผมเพิ่งได้บรรจุในวันนี้เอง หลังจากที่จบปริญญาตรีมาและออกจากงานรับจ้างที่ทำฆ่าเวลา ผมก็ได้ก็ทำงานก๊อกๆ แก๊กๆ ในที่ว่าการอำเภออยู่สามเดือน พอเจ้าของตำแหน่งเก่าลาออกไปคลอดลูก และเพื่อทำธุรกิจร้านขายโทรศัพท์มือถือกับสามี ผมจึงเข้าสอบในตำแหน่งนั้น...ซึ่งมีคนสอบคนเดียว

          แล้วผมก็ได้บรรจุในแผนกธุรการทั่วไปของที่ว่าการอำเภอ ในตำแหน่ง เสมียน

วันนี้ผมได้ทำงานเป็นเสมียนทั่วไปของที่ว่าการอำเภอแห่งหนึ่งเป็นวันแรก ที่ทำงานผมไม่ไกลจากอำเภอบ้านเกิดของตนเองนัก จังหวัดของผมอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครมาไม่มาก แต่ก็ไม่ใกล้จนรับอิทธิพลของเมืองกรุงมา จะบอกว่ายังมีความเป็นบ้านนอกอยู่สูงก็คงใช่

          เมื่ออาทิตย์ก่อนตอนผมได้หนังสือแจ้ง ผมไมได้วิ่งกลับไปบ้าน แล้วตะโกนบอกเจ๊ด้วยความยินดี ผมแค่ขี่มอเตอร์ไซค์ไปรับหลานสาวที่โรงเรียนมัธยมประจำจังหวัดก่อน แล้วก็ขี่รถกลับบ้าน แวะซื้อผักที่ตลาดตามคำสั่ง จากนั้นก็จอดรถ เดินเข้าบ้านที่อยู่ติดกับหอพักซึ่งพี่สาวเป็นเจ้าของ

          ‘เจ๊ ผมได้บรรจุแล้ว

          ‘เออ เจ๊ตอบผมแค่นี้ ก่อนหันไปดูโทรทัศน์ต่อ

          ถึงเจ๊จะไม่กระโดดกอดคอแล้วหอมแก้ม แต่ผมก็ดีใจที่อย่างน้อยผมก็ได้มีงานมั่นคงทำ ช่วยแบ่งเบาภาระให้เจ๊ได้

 

          บ้านผมเป็นบ้านเดี่ยวสองชั้นหลังไม่ใหญ่นัก หน้าบ้านมีสนามหญ้าที่ค่อนข้างเขียว มีสระน้ำเลี้ยงปลาคาร์ฟของพี่เขย แล้วก็เป็นสระส่วนตัวของไอ้บุญลือ หมาไทยพันทางตาบอดป้ำๆ เป๋อๆ ที่บางวันก็เผลอหลับในบ่อปลา

          ครอบครัวของผมมีกันอยู่สี่คน เจ๊เป็นพี่สาวผม...อายุห่างกันสิบกว่าปี หลังจากพ่อและแม่เสียเจ๊ก็หาเลี้ยงผมมาตลอด ทั้งด้วยเงินจากการเป็นเจ้าของหอพัก เงินเล่นหวย และเงินจากการเป็นเท้าแชร์ ก็เรียกได้ว่ามีความเป็นอยู่ที่บริบูรณ์พอควร

          สามีของเจ๊หริอพี่เขยที่เป็นเพื่อนสมัยเรียนนั้นไม่ค่อยอยู่บ้าน เพราะทำงานเป็นวิศวกรสำรวจของกลุ่มธุรกิจพลังงานยักษ์ใหญ่ ซึ่งขุดเจาะและสำรวจก๊าซธรรมชาติอยู่กลางทะเล

          ส่วนหลานสาวที่อ่อนกว่าผมไม่กี่ปี ตอนนี้ก็เพิ่งขึ้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ ทั้งที่ฉลาดมากๆ ฉลาดกว่าผมเสียอีก แต่กลับเลือกเรียนสายภาษา เห็นว่าชอบด้านนี้ พี่สาวก็ไม่ว่าอะไร บอกว่าที่บ้านมีคนจบวิศวะมาสองคนก็เพียงพอแล้ว ไม่อยากได้หมอ วิศวกร หรือสถาปนิกมาเพิ่ม เบื่อ...

          แม้พี่เขยนานๆ ถึงจะได้กลับบ้านมาสักหนหนึ่ง แต่ครอบครัวเราก็อบอุ่นดี มีพ่อ แม่ ลูก และน้าชายอย่างผม ที่พี่เขยรวมเข้าไปเป็นครอบครัวเดียวกัน

          แต่คนข้างๆ บ้านชอบมองว่าครอบครัวเราแตกแยก...

          ตั้งแต่สมัยผมเรียนอยู่แล้วที่คนเหล่านี้มักจะถามเจ๊เสมอๆ เพราะเห็นนานๆ พี่เขยจะกลับมาบ้านที ไอ้คนที่ถามก็มีทั้งพวกที่ถามไปงั้น เพราะแค่อยากหาเรื่องกระแนะกระแหน แต่พอบอกไปว่าเป็นวิศวกรสำรวจ อยู่แท่นขุดเจาะก๊าซธรรมชาติกลางทะเล ทุกคนก็งงๆ แล้วก็ลืมไป เว้นเสียแต่คนเดียวที่พี่ไม่รู้ว่าจะอธิบายให้แกเข้าใจอย่างไรดี

          นั่นก็คือยายทองข้างบ้าน...

          ‘ผัวเอ็งทำงานที่ไหนนะนังหวาน ยายตะโกนถามเจ๊ที่กำลังใช้เครื่องตัดหญ้าอยู่ที่สนามหน้าบ้าน เจ๊เห็นทำเป็นไม่รู้เรื่อง ตัดหญ้าต่อ

          ‘เฮ้ยนังหวาน ข้าถามไม่ได้ยินหรือไง

          ‘สามีหนูทำงานเป็นวิศวกรแท่นขุดเจาะก๊าซธรรมชาติในทะเล ! ’ เจ๊ตะโกนตอบตัดรำคาญ โดยมีเสียงแถดๆ ของเครื่องตัดหญ้าดังผสม ตอนนั้นผมอยู่ม.๕ ล่ะมั้ง จำได้ว่าผมเพิ่งกลับมาจากโรงเรียน

          ‘โถ ไอ้หวาน ชีวิตเอ็งน่าสงสาร

          เจ๊ขมวดคิ้ว มองยายทองพิลาปรำพัน เหมือนเจ๊จะไม่เข้าใจว่าชีวิตตัวเองมันเศร้าขนาดยายทองต้องมาโอดขนาดนั้น ท่าทางแกเหมือนกับจะให้ยกมโหรีมาบรรเลงเพลงพญาโศกและธรณีกรรแสงมาบรรเลงคลอ

          ‘เลี้ยงลูกคนเดียวลำพัง นี่ต้องทำงานหาเลี้ยงทั้งน้องแล้วก็ลูก ผัวเอ็งก็เห็นจบสูง ทำไมไปเป็นตังเก !’

          พูดเสร็จแกก็หยิบชายเสื้อคอกระเช้ามาซับน้ำตา แล้วก็วิ่งตุบตับเข้าบ้านไป ปล่อยให้เจ๊ยืนนิ่งจับเครื่องตัดหญ้าที่ยังร้องแถดๆ ตามหน้าที่ ตอนนั้นผมคิดว่าเจ๊คงเพิ่งนึกได้ ว่าเจ๊ควรจะโกนให้ดังกว่านั้น ไม่ก็ดับเครื่องตัดหญ้าแล้วค่อยคุยกับยายทอง

          เพราะแกหูตึงแล้ว...

          และนับจากวันนั้นเป็นต้นมา ยายทองก็กระจายข่าวความน่าสงสารออกไป จนคนในชุมชนก็พากันเข้าใจว่าพี่เขยเป็นตังเก ออกทะเลหาปลา หลายครั้งพอพี่เขยกลับมา ก็พากันทักทายว่าได้ปลาอะไรมาบ้าง ทำเอาพี่เขยงงมิใช่น้อย ซึ่งแรกๆ เจ๊ก็พยายามแก้ความเข้าใจผิดอยู่ แต่ไปๆ มาๆ ชักเบื่อ เลยตอบแบบไหลตามน้ำไปตัดรำคาญ

          ‘ไอ้หวาน ผัวเอ็งได้ปลาอะไรมาบ้างวะคราวนี้อาเจกร้านโอเลี้ยงถาม ตอนที่ผมไปตลาดกับเจ๊

          เจ๊มองตาขวางก่อนตอบ

          ‘กระเบนราหู ตอบเสร็จเจ๊ก็เดินไป ไม่หันไปมองชาวบ้านที่กำลังนินทาว่าสามีเจ๊อยู่กับเรือผิดกฎหมาย เรือลักลอบค้าสัตว์ทะเล

          ถึงจะมีเรื่องวุ่นวายมากหน่อย แต่ครอบครัวผมก็สงบสุขดี

 

 

          ชีวิตทำงานของผมก็สงบสุขไม่แพ้กับชีวิตปกติ

          ตลอดหลายเดือนที่ผมทำงานมา ผู้คนในที่ว่าการอำเภอต่างเป็นมิตรและใจดี ทั้งพวกพี่สาวธุรการด้วยกัน และเจ้าหน้าที่ในหน่วยอื่นๆ ไม่ว่าจะพี่ชายสาธารณสุข พี่ที่แผนกสังคมสงเคราะห์ จนกระทั่งคุณป้าแม่บ้าน ก็ล้วนแต่เอื้ออารีต่อกัน สังคมในนี้เป็นสังคมการทำงานที่ผมใฝ่หา

          ยิ่งไปกว่านั้นนายอำเภอท่านก็ยังเป็นคนดี เอาใส่ใจลูกน้องอย่างไม่น่าเชื่อ

          ที่ผมพูดอย่างนี้เพราะผมเห็นพี่แผนกธุรการคนหนึ่งเคยได้เค้กก้อนโต เป็นของขวัญเซอร์ไพรซ์จากท่าน แม้จะไม่ใช่ของแพงอย่างเค้กห้างในกรุงเทพฯ แต่ก็เป็นสิ่งที่เจ้านายมอบให้ลูกน้อง ทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่ ครั้งนั้นผมประทับใจมาก และยิ่งประทับใจมากขึ้นเมื่อเห็นก้อนที่สอง...สาม...สี่

          ผมไม่รู้ว่าท่านเสียเงินไปสักเท่าไหร่ในเดือนเดือนหนึ่ง แต่ท่านก็ทำให้คนทั้งที่ว่าการฯ รักและเคารพได้หมดใจ

          จนวันนี้ ๑ เมษายน ที่เป็นวันเกิดผม ผมก็แอบหวังเหมือนกันว่าจะได้อะไรกับเขาบ้าง ผมก็เลยสอดส่ายสายตาหาความผิดปกติ เผื่อมีใครจะมาเซอร์ไพรซ์วันเกิดผมบ้าง แต่ที่ผมพบเจอ คือมุมมืดของที่ทำงาน ซึ่งผมเห็นมาตลอดหลายเดือน และพี่เขยเคยเตือนให้ทำใจ...

          มันคือระบบราชการแบบเช้าชามเย็นชามนั่นเอง

          ข้าราชการหญิงหลายคนใช้เวลาทำงานนั่งเมาท์กันเองอย่างสนุกสนาน บางทีก็นั่งแต่งหน้า ส่วนพวกผู้ชายก็จะนั่งดูโรทัศน์ หลายครั้งที่ปล่อยให้ประชาชนที่มาติดต่อธุระต้องรอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...ตอนบ่าย

          พอเข็มนาฬิกาชี้บอกเวลาบ่ายสอง สิ่งที่ผมเห็นคือความวุ่นวายที่ก่อตัวขึ้น เพราะหลายๆ คนเริ่มเก็บของจะกลับบ้าน จะไปธุระ ทั้งที่ตามระเบียบราชการระบุเอาไว้ว่า ๔ โมงเย็นคือเวลาเลิกทำการ แต่ทุกคนก็ออกกันตั้งแต่บ่ายสอง...พอบ่ายสามก็เหลือผมนั่งหัวโด่อยู่กับแม่บ้านแล้ว

          แต่วันนี้ผมจะไม่ยอมให้เป็นแบบนั้นแน่ๆ

          “พี่หลุย ! จะไปไหน ! ” ผมตะโกนเรียกเจ้าหน้าที่ฝ่ายสาธารณสุขคนหนึ่ง ยังไม่บ่ายสองเลยนะพี่ ทำอะไรอะ ท่าทางลับๆ ล่อๆ ผมรู้...พี่จะออกไปเอาเค้กเหมือนวันเกิดป้าฝ่ายทะเบียนเมื่ออาทิตย์ก่อนใช่ไหมล่ะ

          “พี่...จะไปธุระข้างนอกหน่อย

          “ไปด้วยได้รึเปล่าครับพี่

          “เฮ้ย ไม่ได้ พี่ต้องไปธุระจริงๆ พาจืดไปไม่ได้หรอก

          เอ้อ...นั่นละชื่อผม จืด เป็นชื่อที่เจ๊บอกว่าเหมาะกับผมมาก พอๆ กับที่เจ๊ชื่อหวาน แต่พี่เขยเรียก ไอ้เผ็ด มาตั้งแต่สมัยเรียน

          กลับมาที่เรื่องพี่หลุยส์ต่อ พี่หลุยส์เป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เห็นว่าเคยเป็นหมอที่อเมริกามาก่อน แต่ไม่ยอมให้ใครเรียกว่า หมอ พี่หลุยส์บอกว่าเพราะตอนนี้ไมได้รักษาคนแล้ว พี่หลุยส์ถือสัญชาติอเมริกันและไทย แต่ไม่รู้ทำไมถึงกลับมาทำตำแหน่งเล็กๆ ที่ที่ทำการอำเภออย่างนี้ ถ้าทำงานกระทรวงก็น่าจะได้ตำแหน่งสูงมิใช่น้อย ส่วนเรื่องที่แปลกอีกอย่างคือพี่หลุยส์ไว้ผมยาว แล้วผมพี่หลุยส์ก็เป็นสีขาวทั้งหัว อย่างที่ข้าราชการไม่น่าจะไว้ผมทรงนี้ได้ !

          ‘มันเป็นเหตุผลทางศาสนา นายอำเภอท่านทราบแล้ว พอพี่หลุยส์พูดงั้นผมก็ไม่กล้าถามอีก

          ปกติแล้วพี่หลุยส์จะออกจากที่ทำงานตอนบ่ายสองครึ่ง ตอนนี้ก็เพิ่งบ่ายโมง รีบออกอย่างนี้เหมือนวันที่ไปเอาเค้กให้ป้านิดฝ่ายทะเบียนเลย ผมกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ เพราะพี่หลุยส์คงออกไปเอาเค้กให้ผมแน่ๆ ผมเช็คมาแล้ว วันนี้มีวันคล้ายวันเกิดแค่ผมคนเดียวเท่านั้นในที่ทำงาน

          “เอาเหอะพี่ ผมไม่ว่าอะไร ผมดูพี่มานาน เห็นท่าทางพี่แปลกๆ ผมก็คิดว่าจะมีอะไรปิดผมรึเปล่า

          ผมได้ยินเสียงพี่หลุยส์เตะถังขยะสแตนเลส เขามองมาที่ผม เบิกตากว้างอย่างตะลึงพรึงเพริด ตอนนั้นเองที่ผมเพิ่งสังเกตป้ายห้อยคอที่เจ้าหน้าที่ในที่ว่าการอำเภอจะมีกันทุกคน

          ป้ายของพี่หลุยส์เป็นป้ายสีขาวเหมือนๆ กับของผม ส่วนด้านบนที่บอกตำแหน่งอย่างของผมที่เป็นเสมียนจะเป็นแถบสีแดงเหมือนๆ กับคนอื่น แต่ของพี่หลุยส์เป็นสีชมพูแปร๊ดสะท้อนแสง และบนพื้นสีนั้นก็มีตัวอักษรสีขาวเขียนอยู่ว่า

MHODO

หมอดู ?

          “เฮ้ยจืด เลทละ งั้นพี่ไปก่อนนะเว้ย

          ผมสะดุ้งก่อนตอบไปทันที ครับๆ ผมจะรอ ถ้าผมไมได้คิดไปเอง ผมเห็นสายตาพี่หลุยส์มองมาด้วยความระแวดระวังอีกหนหนึ่ง ก่อนเดินออกไป

          “อ้าว เฮ้ยจืด ไอ้หลุยส์ไปแล้วเหรอ

          “ครับพี่ยม

          ผมหันไปตอบพี่มะยมซึ่งอยู่สังคมสงเคราะห์ ทำงานด้านเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะเด็กเล็กก่อนวัยเรียน แต่ในความเห็นผม รูปร่างหน้าตาอย่างพี่ยม ควรอยู่ฝ่ายปราบจลาจลเด็กวัยรุ่นมากกว่า คนอะไร...สูงเกือบ ๒ เมตร ตัวก็ใหญ่ หนา หน้าบากหลายแผลเหมือนเคยไปรบอ่าวเปอร์เซียมา ดูแล้วมันไม่เหมาะกับการทำงานดูแลเด็กเลยนะ

          “เออ งั้นเดี๋ยวพี่ก็ไปบ้างว่ะ

          ตาข้างซ้ายผมกระตุก... คราวก่อนพี่ยมก็เป็นคนไปเอาส้มตำจากร้านอร่อยที่อยู่ไกลออกไปหลายกิโลกลับมา เพื่อเอามาให้เจ้าหน้าที่ในอำเภอทุกคนได้ทานกันเลี้ยงฉลองวันเกิดป้าฝ่ายทะเบียน

          “ไปที่เดียวกับพี่หลุยส์รึเปล่า... ผมยิ้มให้อย่างรู้เท่าทัน จะไปซื้อส้มตำ ลาบเลือด ตับหวานล่ะซี้ ไปเหอะพี่ ท่านไม่ว่าหรอก ยังไงถ้าท่านถามผมจะอธิบายให้เข้าใจเอง

          ผมเห็นมุมปากที่ยมกระตุก แกก้มหน้า นวดขมับ แล้วมือแกก็ปัดป้ายที่ใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อหล่นลงมาแกว่ง ทำให้ผมเห็นว่าแถบที่ชื่อพี่ยมก็เป็นสีชมพูสะท้อนแสงเช่นกัน

          “เอ๊ะ พี่ยม ผมถามหน่อยดิ

          “เอ้อ ได้ มีอะไร พี่ยมดูเหมือนจะตกใจนิดๆ

          “ทำไมป้ายชื่อพี่ยมกับพี่หลุยส์เป็นแถบสีชมพูแปร๊ดอะพี่ ของผมยังเป็นสีแดงเลย

          “อ๋อ พี่ยมอุทาน ก่อนเก็บป้ายใส่ลงกระเป๋าดังเดิม เครื่องเคลือบมันรวนๆ ว่ะ ความร้อนตอนเคลือบมากไปนิด สีมันก็เลยเพี้ยน

          “อย่างนี้นี่เอง... ผมพยักหน้า พี่ยมไปเหอะ เดี๋ยวถ้ามีใครถามอะไรผมบอกเองว่าพี่ไปธุระ ผมเน้นที่คำว่าธุระหนักๆไม่ต้องห่วงพี่ ผมรู้ทุกอย่าง ผมเข้าใจดี แต่ผมจะพยายามทำเหมือนไม่รู้เรื่อง ท่านนายอำเภอจะได้ไม่รู้ไง

          ผมเพิ่งรู้ว่าเวลาคนผิวดำแดงหน้าซีด...มันก็ซีดได้เหมือนกันแฮะ

          “เออ งั้นพี่ไปก่อนนะจืด

          “ครับพี่ ไม่ต้องห่วงผมตอบ นั่งยิ้มกว้าง รอเวลาบ่ายสามที่ทุกคนจะกลับมาเซอร์ไพรซ์ผมอีกครั้ง

 

 

          บ่ายสามสิบห้า

 

          ผมนั่งหงอยเพราะไม่มีใครอยู่ในนี้แล้ว...

          อันที่จริงก็มีคนอยู่เวรประจำวันอยู่แผนกละคน แต่คนที่สนิทสนมกับผม ทุกคนหายไปหมด ไม่มีทีท่าว่าจะกลับมาเลย ทั้งพี่หลุยส์ พี่ยม สงสัยเห็นผมหน้าใหม่ ได้ฉลองวันเกิดในที่ทำงานครั้งแรก ก็คงอยากจะแกล้งทำให้ผมใจแป้วล่ะสิ

          ผมไม่หลงกลหรอก ไอ้เรื่องโดนหลอกนี่ผมโดนเจ๊แกล้งมาแต่เด็กแล้ว คงเพราะผมซวยที่ดันไปเกิดตรงกับวันโกหก เจ๊ก็เลยถือโอกาสนี้แกล้งผมสม่ำเสมอ เจ๊เคยซื้อเค้กมาให้ แต่ข้างในเป็นตับบด เจ๊เคยซื้อรถมอเตอร์ไซค์ให้ แล้วให้ผมเก็บเงินซื้อเครื่องยนต์เอง

          มากกว่านี้ยังเคยโดนแกล้ง แค่นี้ผมไม่ยี่หระหรอก...กะอีแค่ทำเหมือนลืมวันเกิด สิวๆ

          “คุณจืดยังอยู่อีกเหรอค้า เสียงนุ่มๆ ของป้าอ้นที่เป็นแม่บ้านดังขึ้น เอาน้ำอะไรไหมคะ ป้าจะได้ไปเอาให้

          “ไม่เป็นไรครับป้า ผมยังมีอยู่ ผมชูกระติกสีแดงที่เอามาจากบ้าน ข้างในยังมีโอเลี้ยงเย็นๆ อยู่เต็ม นี่พี่หลุยส์พี่ยมออกไปกันหมดเลยหรือครับ

          “ค่า ปกตินี่คะ ป้ายิ้ม ก่อนใช้ไม้กวาดกวาดทางเดินต่อ

ผมว่าไม่ปกติอะ ผมพูดออกไปเพื่อหยั่งเชิง อยากจะรู้นักว่าป้าจะมีพิรุธไหม ถ้าใช่ ก็แน่แล้ว ทุกคนต้องรอเซอร์ไพรซ์ผมอยู่แน่ๆ !

          “ไม่ปกติไงค้าคุณจืด ป้าไม่แสดงอาการอะไร...ป้าไม่รู้ หรือทำเป็นไม่รู้ได้เนียนกันแน่นะ ก็เห็นออกกันเวลานี้เป็นปกตินี่คะ ชินแล้วล่ะค่ะป้าน่ะ ข้าราชการก็เงี้ยแหละ

          “แหม แต่วันนี้ผมแค่ทักว่าพี่ๆ แกจะไปที่เดียวกัน แค่นั้นเอง หน้าถอดสีหมดเลย ผมถอนหายใจ เงยหน้ามองเพดาน

          “คุณจืดทราบหรือคะว่าทุกคนจะไปที่ไหน

          “โห่ รู้สิป้า ทำไมจะไม่รู้ ถ้าผมไม่ได้คิดไปเอง...ผมว่าเสียงป้าแข็งขึ้นนิดหน่อย คงรู้แล้วมั้งว่าผมก็มีกึ๋นเหมือนกันนะ ป้าไม่ต้องปิดผมเลย บอกผมมาดีกว่าว่าป้าน่ะก็รู้กันกับพวกพี่หลุยส์พี่ยมใช่ไหมล่ะ

          ผมเห็นป้ายที่ห้อยคอป้าเป็นสีชมพูอีกแล้ว

          “อ๊ะ ป้าเป็นพวกเดียวกับพี่หลุยส์พี่ยมนี่นา พวกที่ซวยเจอพิษเครื่องเคลือบบัตรเหมือนกัน จนทำให้สีเพี้ยน จริงๆ ด้วย บัตรป้าเหมือนกับพวกพี่ๆ เป๊ะเลย

          ผมเพิ่งสังเกตว่าตำแหน่งของป้าเป็นภาษาอังกฤษเหมือนของพี่หลุยส์ แต่ของป้าเขียนไว้ว่า

MAID เมด...แม่บ้าน

          ซึ่งก็ใช่ แต่มันจะดูดีไปไหมนะ ได้ความรู้สึกเหมือนพวกที่ถูกฝึกมาจากโรงเรียนการเรือนอย่างไรพิกล

 

          “เหมือนที่หลุยส์กับยมบอกไม่มีผิด คุณจืดรู้แล้วจริงๆ ด้วย

          “หา... ผมกะพริบตาปริบๆ เมื่อฟังสิ่งที่ป้าแม่บ้านพูด

          จู่ๆ ผู้หญิงตัวเล็กๆ สูงไม่เกิน ๑๕๕ เซนติเมตรก็ดูราวจะขยายร่างได้ รัศมีบางอย่างน่าเกรงขามเปล่งออกมาจากประกายตาของป้าอ้น แกยืดตัวตรง ประสานมือสองข้างไว้ข้างหน้า ขาวางเหลื่อมกันเล็กน้อย ดูราวกับเป็นคุณหญิงคุณนายในโทรทัศน์ไม่มีผิด...แต่ป้าอ้นดูทรงอำนาจมากกว่านั้นเยอะ จนผมเองแอบสั่น

          แค่ผมรู้ว่าจะเซอร์ไพรซ์วันเกิด นี่ทุกคนโกรธผมขนาดนี้เลยหรือเนี่ย

          “อ่า...จริงๆ ผมก็ไม่รู้มากหรอก รู้ระแคะระคายนิดๆ หน่อยๆ ผมพูดกลบเกลื่อนไป ก็ๆๆๆ ท่าทางทุกคนมันดูแปลกๆ ผมสังเกตมานาน

          ใช่ ก่อนหน้าที่จะเซอร์ไพรซ์วันเกิดใคร ก็เห็ทำท่าลับๆ ล่อๆ แบบนี้ทุกคน

          “จริงๆ มีอะไรก็บอกผมตรงๆ ก็ได้ ช่วยได้ผมก็จะช่วย ผมไม่ใช่คนพูดด้วยยากนะป้า ป้าอ้นก็รู้

          “งั้นก็ดีค่ะคุณสมรักษ์

          ผมสะดุ้ง ที่จู่ๆ ป้าแม่บ้านก็เรียกชื่อจริงเสียเต็มยศ

          “ถ้า...ป้าเห็นว่ามันไม่เหมาะ ไม่ควร ที่ผมจะบอกว่าผมรู้แล้ว ผมจะเก็บเอาไว้เป็นความลับต่อไปก็ได้ครับ แล้วป้าก็ไม่ต้องบอกใครนะ ผมจะปิดปากเงียบเลย

          “มันสายเกินไปแล้วค่ะ ในเมื่อคุณเองบอกว่าคุณรู้บ้าง...การที่จะให้คุณทำเป็นไม่รู้มันไม่ถูก คุณสมรักษ์ควรจะทราบทั้งหมด แล้วมาเป็นพวกเดียวกับเรา

          “หา

          พวกเดียวกัน...ให้เซอร์ไพรซ์วันเกิดตัวเองเนี่ยนะ มันจะทำอีท่าไหนวะ

          “คุณสมรักษ์มากับดิฉันหน่อยได้ไหมคะ เดินตามมาทางนี้เลยค่ะ

          “ป้าจะให้ผมไปไหน

          “ตอนนี้คนยังอยู่เยอะ ดิฉันบอกคุณตรงนี้ไม่ได้ ป้าอ้นหยิบไม้กวาด ก่อนเดินนำไป ทำให้ผมต้องเดินตาม

          โอ...ในที่สุดเซอร์ไพรซ์วันเกิดจากเพื่อนร่วมงานที่รอคอยก็จะมาถึงแล้ว

          ผมเดินตามป้าอ้นไปอย่างกระตือรือร้น ป้าเดินไปทางด้านหลังของตึก เดินผ่านแผนกต่างๆ ไปจนถึงส่วนของแม่บ้าน ในห้องพักรวมของเหล่าแม่บ้านไม่มีใครอยู่เลย ป้าอ้นวางไม้กวาดไว้ในตู้ ก่อนล็อคกุญแจและเดินออกมา ป้าเดินนำผมไปจนถึงด้านหลัง...ซึ่งเป็นลิฟต์ขนของขนาดใหญ่

          จู่ๆ พี่หลุยส์และพี่ยมที่น่าจะ ไปธุระ ก็โผล่มา ล็อคแขนผมไว้ทั้งสองข้าง นั่นยิ่งทำให้ผมใจชื้นว่าตัวเองคงคาดการณ์ถูก

          “ฮันแน่...พวกพี่ๆ ไปเจอกันจริงๆ ด้วย พี่ๆ ไปที่เดียวกันใช่ไหมล่ะ ผมรู้นะ ป้าก็ด้วยเหมือนกัน แหม เรื่องแค่นี้ไม่น่าจะปิดกันเลย

          ไม่มีใครพูดอะไร...กระทั่งลิฟต์มาถึง ป้าอ้นเดินเข้าไปก่อน แล้วผมก็กึ่งเดินกึ่งโดนหิ้วเข้าลิฟต์ไปอย่างงงๆ

          ป้าอ้นถอดบัตรออกจากคอ ก่อนวางทาบไปกับลำโพงที่ไว้ติดต่อกับภายนอก ในกรณีที่ลิฟต์ค้างหรือเสีย ผมเห็นแสงสีชมพูสว่างขึ้นมาวูบหนึ่ง แล้วป้าก็เดินเข้าไปใกล้ ทำท่าเหมือนจ้องผ่านซี่เล็กๆ ของช่องลำโพง แล้วแสงสีชมพูก็สว่างขึ้นอีกครั้ง

          “เอาคุณสมรักษ์มานี่

          “เฮ้ยพี่ เบาๆ ผมขมวดคิ้ว เมื่อโดนทั้งสองคนลากไปยังจุดที่ป้ายืนอยู่

          “มองเข้าไปในช่องนั้นนะคะ

          ผมไม่ค่อยเข้าใจ แต่ผมก็มองเข้าไป จังหวะนั้นเองประตูลิฟต์ก็ปิดลง แต่ยังไม่เคลื่อนไปไหน แสงสีชมพูสว่างวาบเข้าตาผม ทำให้ผมตาพร่าไปชั่วขณะ ผมรู้สึกถึงลิฟต์ที่กำลังเคลื่อนตัว...น่าจะเคลื่อนตัวลงไปข้างล่าง พีหลุยส์กับพี่ยมปล่อยแขนผม กลับไปยืนเอามือไขว้หลัง ด้านหลังของป้าอ้น

          ผมนวดขมับอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลืมตาขึ้นและพบว่าแผงกดของลิฟต์เปลี่ยนไป จากเดิมที่เป็นแผงเก่าๆ สีเงินเหมือนลิฟต์ทั่วไป ที่มีตัวG คือชั้นแรกที่อยู่บนดิน แล้วก็เป็นเป็นชั้น ๑ ชั้น ๒ มันกลายเป็นแผงสีดำมันปลาบ ปุ่มกดเรืองแสงเป็นสีชมพูแปร๊ด มีตัวอักษร U ไล่ลงไปเรื่อยๆไปจนถึง U๑ ที่อยู่ด้านล่างสุด และตอนนี้แสงกำลังกะพริบอยู่ที่ U๔ ลิฟต์ขนส่งตัวนี้ออกแบบแปลกๆ แฮะ

          “คุณสมรักษ์คะ

          “ครับ ผมสะดุ้ง เงยหน้ามองแสงชมพูที่เลื่อนไปยัง U

          “ที่คุณหลุยส์และคุณนิยมหายไปทุกบ่ายสอง เขาไม่ได้โดดงานหรอกนะคะ

          “ก็ไปด้วยกันนี่ครับ คงไปเที่ยวนั่นแล้...

          “ค่ะ ดิฉันก็ไม่น่าบอกในสิ่งที่คุณรู้ ป้าอ้นยิ้มนิดๆ ที่ดิฉันจะบอกคือ ทั้งสองคนไปทำงานน่ะค่ะ

          “ครับ ผมก็รู้ครับป้า ซื้อเค้ก ซื้อของให้นายไง

          แสงเลื่อนมาที่ U๒ แล้ว

          “แล้วคุณ...ที่รู้เรื่องนี้ บ้าง ก็สมควรจะรู้ให้หมด...มันเป็นวินิจฉัยของดิฉันน่ะค่ะ

          “ครับ

          ผมคิด...ก็นี่มันวันเกิดผมนี่ครับ ผมก็ต้องรู้หมดในตอนท้ายอยู่แล้ว

          ในที่สุดแสงไฟก็หยุดที่ U๑ เสียงดังกริ๊งก้องไปทั่วลิฟต์ ผมทำท่าจะก้าวออกไป แต่พี่หลุยส์ก็กันเอาไว้ ให้พี่ยมเดินก้าวออกประตูไปก่อน และยืนรออยู่ด้านนอก เขาก้มศีรษะต่ำ หมือนกับจะทำความเคารพป้าอ้นที่เพิ่งเดินออกไปอย่างนั้นแหละ

          “ออกมาสิคะ

          ผมตามหลังป้าอ้นไปตามทางเดินที่ทอดตัวยาว บนพื้นและผนังดำมันปลาบปรากฏไฟนีออนสีชมพูจางๆ ฝังเอาไว้ เป็นลวดลายประหลาดที่ผมเองก็เรียกไม่ถูกว่ามันเป็นลายเรโทร (retro) หรือลายแบบบ้านเชียงกันแน่

          ป้าอ้นหยุดที่ประตูบานหนึ่ง ชายที่แต่งตัวละม้ายทหาร หากเครื่องแบบสนามของเขาเป็นสีดำและมีผ้าพันคอสีชมพู เช่นเดียวกับแถบสีแปร๋นที่อยู่ตรงขอบหมวกแบเรต์ดำ ทั้งสองคนหันไปทาบมือกับประตู แล้วบานโลหะที่ดูเหมือนจะหนักมากก็เปิดออก...อย่างที่ผมคิดอะไรไม่ออกนอกจากคำว่า อลังการโคตรๆ

          แสงสว่างที่ลอดผ่านบานประตูทำให้ผมตาพร่า ผมถูกฉุดแขนให้เดินตามป้าอ้นไป เสียงจอกแจกจอแจดังขึ้นเล็กน้อย แล้วผมก็รู้ตัวว่ากำลังยืนอยู่ในกลุ่มคน ที่สวมสูทสีดำ สีเทาเข้ม และทุกคนใช้ไทสีชมพูเหมือนๆ กัน

          “สวัสดีครับมาดาม

          ผมชะงัก หันมองชายชาวต่างชาติผมทองที่พูดไทยชัดแจ๋ว ก้มลงทำความเคารพ ก่อนเขย่ามือกับป้าอ้น ราวกับป้าเป็นผู้มีตำแหน่งหน้าที่สูงกว่าตนเอง

          “คนนี้หรือครับที่ท่านว่า

          “ใช่

          “ผมจัดการให้ เขาแตะปกเสื้อตนเองเบาๆ ก่อนสั่งการรัวเร็ว แล้วดูเหมือนทุกอย่างเปลี่ยนไปในทันที จังหวะที่เคยลื่นไหลหยุดชะงัก ทุกคนมองมาที่ผม เหมือนตัวผมเป็นหินก้อนใหญ่ที่หล่นลงไปขวางทางน้ำ           ผมขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ เพื่อนร่วมงานผมหายไปไหน ทำไมเหลือแต่พี่สองคนนี้ แล้วที่นี่มันที่ไหน มันอยุ่ในตึกที่ว่าการอำเภออย่างนั้นหรือ

          ผมเงยหน้ามองจอขนาดใหญ่ยิ่งกว่าจอโทรทัศน์บนทางด่วนที่เคยเห็น มันขึ้นข้อความเป็นภาษาแปลกๆ ที่อ่านไม่ออก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นข้อความภาษาอังกฤษ ที่มีโลโก้เป็นลูกโลกสีขาว มีวงแหวนสีชมพูแปร๋นล้อมรอบ

          “คุณสมรักษ์คะ

          “ครับ ผมสะดุ้งอีกแล้ว

          “คุณเป็นคนแรกที่ระแคะระคายการคงอยู่ของพวกเรา ดิฉันเลยใช้สิทธิ์ที่มีควบคุมคุณ มิให้เอาความลับของพวกเราไปเปิดเผยกับใครๆ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนสนิทหรือครอบครัว

          “ฮะ ? ผมงงหนักขึ้นไปอีก

          “คุณจะต้องเข้ามาเป็นสมาชิกของที่นี่ เป็นพวกเดียวกับพวกเรา

          “ฮ้า จะให้ผมโดดงานบ่ายสองหรือครับ ไม่ได้ๆ ผมเพิ่งบรรจุเองนะ

          “ต้องได้สิคะ เพราะตอนนี้คุณเป็นพวกเดียวกับเราแล้ว ผมแอบเหลือบมองจอยักษ์นั่นอีกครั้ง ข้างใต้โลโก้ที่หดเล็กลง เอฟเฟกต์และการเคลื่อนไหวของมันสวยงามจนผมถอนสายตาไมได้

 

‘Welcome สมรักษ์

 

          เอ๊ะ...หรือเขาจะยังเซอร์ไพรซ์วันเกิดผม ?

          แล้วข้อความก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง

 

‘Welcome สมรักษ์ Join Us to Save the world !’

         

          เพื่อปกป้องโลก...

          “หน้าที่ของเราคือแสวงหาความร่วมมือกับทั้งโลก เพื่อปกป้องมนุษยชาติ

          ผมสะบัดหน้าไปหาป้าอ้นทันที ก่อนเงยหน้ามองจอที่เป็นภาพเดิมอีกครั้ง คราวนี้ผมกวาดตาไปอีกฝั่งหนึ่ง แล้วผมก็เห็นจอขนาดย่อมกว่านิดมีคำว่า Happy April Fool เป็นตัวอักษรสีชมพูบนพื้นขาวอยู่อีกข้างหนึ่ง

          “ยินดีต้อนรับสู่หน่วยป้องกันการรุกรานจากนอกโลกภาคพื้นอินโดจีนค่ะ

 

          ผมรู้สึกเหมือนเลือดในตัวเย็นเฉียบ

          ผมมองหน้าจอทางซ้ายที่บอกให้ผมช่วยโลก

          ผมมองหน้าจอทางขวาที่บอกว่าเป็นวันเอพริลฟูล

          ผมมองกลับไปกลับมาอยู่ห้ารอบ

          “คุณสมรักษ์คะ ได้ยินฉันไหมคะ ป้าอ้นแตะแขนผม

          “แอ๊........” ผมตอบป้าไป

          แล้วโลกทั้งโลกก็มืดสนิทลงราวกับใครเอาผ้าไปคลุมดวงอาทิตย์เอาไว้

 

- - - - - - - - - - -

แปะย้อนหลังวันเอพริลฟูล
วันนั้นคนแปะอะไรกันเยอะแยะเลยไม่อยากแปะ

 

 

ทำเป็นพูดดีไปงั้นแหละค่ะ
จริงๆ เขียนเสร็จตอน 23.25 น. ของวันที่ 1 เมษา
แปะที่เว็บหลัก jj-book ก่อนเที่ยงคืนนิดนึง
วันนี้ก็เลยลองเอามาแปะที่นี่บ้าง
คิดเห็นยังไงบอกกันได้เน่อ ถ้าอ่าน jj-book อยู่แล้วก็ไปที่นั่นได้
ลิงค์ที่ jj-book

พอจะคาดเดากันออกไหมว่าเรื่องมันเป็นแนวไหน (ฮา) ?
ไม่ใช่เรื่องลึกลับซับซ้อนหรือหักมุมอะไรหรอก ขำๆ
 

ขอบคุณทุกคอมเมนต์จ้า~

 

- - - - -

Bikini Fever 2008

ยังเปิดรับอยู่นะค้า~

อ่านรายละเอียดได้ ที่นี่จ้า