[Photo] ๗ พ.ย. ๕๐ รับเสด็จพระเจ้าอยู่หัวที่หน้าพระราชวังสวนจิตรลดา
posted on 08 Nov 2007 12:03 by shakri in Photoกลางดึกคืนวันที่ 6 พฤศจิกายน ขณะที่กำลังดูโทรทัศน์อยู่นั้น ก็ได้มีรายการพิเศษแทรกเข้ามา และมีเนื้อหาว่า เป็นประกาศจากสำนักพระราชวังเกี่ยวกับพระอาการประชวร ฉบับที่ ๒๖ ซึ่งเป็นฉบับสุดท้าย วันนั้นเปิดทันตอนท้ายๆ เลยไม่ทราบว่าเพราะอะไรและเหตุใด แต่รู้ว่าคงเป็นแนวโน้มที่ดี...
กลางวัน....ราว 10 โมงเช้า ข้าพเจ้าตื่นขึ้นมาในเวลาสาย หลังจากอัดยาแก้แพ้ไปเมื่อคืน ด้วยอาการป่วยที่ยังไม่บรรเทา ทั้งน้ำมูก อาการไข้อ่อนๆ และอาการเจ็บคอ (ที่คาดว่าเป็นต่อมน้ำลาย) โทรทัศน์ที่ข้าพเจ้าเปิดอยู่ได้รายงานการเตรียมที่ทาง ด้วยพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนินออกจากโรงพยาบาลศิริราช กลับพระราชวังสวนจิตรลดา
ด้วยความตื่นเต้น...ยินดี และปิติ ทำให้เร่งทานข้าวเช้าที่เป็นต้มจืดอย่างสุดชีวิต รุดขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า และเตรียมกล้องคู่ใจให้พร้อม ก่อนออกจากบ้านข้าพเจ้าได้โทรศัพท์ไปรายงานมารดา ว่าจะไปเฝ้ารับเสด็จพระเจ้าอยู่หัวที่หน้าพระราชวังสวนจิตรลดา แม่ถามว่าไปกับใคร ข้าพเจ้าบอกว่าไปคนเดียว แม่เลยบอกว่าตามใจ และอิจฉาด้วยแม่ติดงาน
ต้องบอกก่อนว่าบ้านข้าพเจ้าอยู่ย่านจรัญสนิทวงศ์ ย่านบางพลัด ณ ซ.จรัญสนิทวงศ์ ๗๗ การสัญจรเข้าเมือง เช่นไปอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิจึงต้องผ่านหน้าพระราชวังร่มรื่น เขียวชอุ่มด้วยไม้ยืนต้นนานาเป็นประจำ และจัดว่าใกล้มากๆ ถ้ารถไม่ติด (ซึ่งก็ติดเป็นประจำอีกเช่นกัน) วันนั้นข้าพเจ้ารอรถสาย ๑๘ อยู่นานก็ไม่มา จึงขึ้นสาย ๑๑๐ ที่เป็นรถหวานเย็นขับโดยถือคติช้าๆ ได้พร้าเล่มงามไปลงฝั่งตรงข้ามโรงเรียนเขมะสิริอนุสสรณ์ (โรงเรียนเก่าของข้าพเจ้า ดังได้กล่าวมาแล้วในเอนทรีเรคคอมเมนด์ทางขวามือ) ข้าพเจ้าได้ขึ้นรถประจำทางสาย ๒๘ ไปลงยังหน้าสวนสัตว์เขาดินวนา จากนั้นจึงเดินข้ามถนนไปยังฝั่งสวนสัตว์ และเดินเลาะเรียบกำแพงไปถามถนนที่ทอดยาว ด้วยซุ้มกิ่งมะขาม ที่ทอดเป็นทิวเรียงรายตลอดสองฝั่งฟากถนน เป็นบรรยากาศที่ข้าพเจ้าไม่คุ้นเคย ด้วยปกติจะมียวดยานสัญจรไปมา หากวันนี้ถนนสงบเงียบเป็นระยะ ภายหลังจึงรู้ว่ามีการกันรถเป็นช่วงเวลาสั้นๆ เพื่อให้รถจากในพระราชวังออกมา และมีการปล่อยให้รถสัญจรเป็นระยะๆ
ข้าพเจ้าเดินอยู่พักหนึ่งก็ไปถึงยังหน้าประตูพระราชวังสวนจิตรลดา ซึ่งฝั่งพระราชวังมีนักเรียนจากโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ยืนเรียงเป็นแถวตลอดเส้นทางที่จะเสด็จพระราชดำเนิน ในชุดเครื่องแบบสีขาวและหมวกรวมถึงรองเท้าหนังมันวับและกุงเท้ายาว อันเป็นเอกลักษณ์ที่ทุกๆ คนเห็นแล้วจะทราบดีว่าเป็นของสถาบันแห่งนี้ ข้าพเจ้าเดินข้ามทางเข้าของสวนสัตว์เขาเดิน ซึ่งวงดุริยางค์ยืนรอออกันอยู่ ด้วยความคิดว่าอยากจะถ่ายรูปเป็นกำลัง หากด้วยไม่รู้ว่าจะเสด็จกลับในช่วง ๑๑.๓๐ เลยหรือไม่ (ซึ่งก็มองนาฬิกาแล้วก็เห็นว่าใกล้เต็มที) ข้าพเข้าจึงเดินไปยังหัวโค้งนอกของทางเสด็จพระราชดำเนิน หรือบริเวณหัวสะพานเข้าสู่เขาดินวนา
ณ ที่ตรงนั้น...ตลอดถนนที่ทอดยาวมากกว่าหลายร้อยเมตร ปรากฎร่างของพสกนิกรชาวไทยมากมาย ต่างยืนรอเพื่อเฝ้ารับเสด็จ ดูราวเป็นถนนที่ต้นมะขามได้ออกดอกเป็นราชพฤกษ์เหลืองสด ซึ่งทิ้งต้นลาดลงเป็นพรมยาวตลอดแนวถนน เพื่อรับเสด็จ ธ ผู้เป็นดวงใจของพสกนิกรทุกหมู่เหล่า เหตุที่ข้าพเจ้าเห็นชัดเป็นเพราะบริเวณที่ข้าพเจ้าอยู่นั้นเป็นทางลาดชันเล็กน้อย ทำให้เห็นภาพเบื้องล่างได้อย่างชัดเจน ประชาชนหลายคนมาด้วยกัน...หลายคนก็ต่างคนต่างมา หากก็คุยกันฉันท์มิตรด้วยไมตรีและความเอื้ออารีต่อกัน ด้วยแม้จะมาจากต่างที่ หากอย่างไรก็เป็นคนไทย เป็นพสกนิกรใต้ร่วมพระบารมีเฉกกัน แน่นอนว่าข้าพเจ้าก็ได้สนทนากับพี่ชายที่อยู่ใกล้ๆ ซึ่งทำงานหน่วยแพทย์ ให้ความดูแลผู้ที่ป่วยหรือเป็นลม เรียกได้ว่าเป็นคนแปลกหน้า...ที่คุ้นเคย ด้วยเป็นประชาชนของพระเจ้าอยู่หัวเหมือนๆ กัน
ในบริเวณที่มีชนหมู่มากมารวมตัวกัน เป็นที่แน่นอนว่าต้องบังเกิดความสับสนขึ้นเล็กน้อย หากด้วยการควบคุมดูแลของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อัธยาศัยดี และมีอารมณ์ขัน จึงทำให้บรรยากาศโดยรวมเป็นไปได้ด้วยดี มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่และผู้ที่รอคอยอยู่เป็นระยะ ดังจะเห็นได้จากที่นายตำรวจผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ได้สนทนากับประชาชนที่มาเฝ้ารอรับเสด็จตั้งแต่ ๖ นาฬิกา ด้วยรอยยิ้ม หลังจากบอกกล่าวให้ผู้ที่มาใหม่ขึ้นไปยืนด้านหลังบาทวิถี
"เรามาของเรากันตั้งแต่ ๖ โมงเช้า จู่ๆ จะมายืนบังได้อย่างไรกัน" ท่านเอ่ยด้วยรอยยิ้มขณะที่คุยกับคนกลุ่มหนึ่ง "มาทีหลังก็ควรที่จะไปด้านหลัง เราอยู่ตรงนี้แหละดีแล้ว เห็นไหม ผมบอกว่าตรงนี้แหละเห็นชัดดี ถูกต้องแล้ว"
ใช่ว่าผู้เป็นเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะเอาแต่สนทนาจนไม่ทำงาน แต่ด้วยสำนึกและตระหนักในหน้าที่ ทำให้ท่านหันไปตะโกนสั่งตำรวจซึ่งยืนรายทางเป็นระยะ ให้ผู้ที่มาใหม่เข้าไปด้านหลัง ไม่ให้ล้ำบาทวิถีลงมา และบางครั้งเมื่อไม่ได้ดั่งใจท่านก็จะโกนบอกเองเลยทีเดียว ทำให้ทราบว่าท่านตะโกนได้ดัง หรืออาจจะดังกว่าวิทยุสื่อสารเสียอีก
จู่ๆ ก็มีกระแสบางอย่างที่ทำให้คนทั้งหมดตั้งตัวไม่ติด เมื่อมีการกั้นถนนเพียงช่วงสั้นๆ โดยบอกต่อกันว่า "สมเด็จพระเทพรัตนฯ เสด็จ" ทำให้หลายคนตั้งตัวไม่ติดจริงๆ ด้วยขบวนช่างแสนสั้น (มีรถในขบวนไม่เกิน ๕ คัน) และก่อนหน้ารถพระที่นั่งซึ่งมีธงประจำพระองค์จะแล่นผ่านไป ยังมีรถสามล้อ (ตุ๊กๆ) เร่งเครื่องแซงขึ้นไปบนถนนอยู่เลย
เวลาล่วงเลยเกือบๆ ๑๒.๐๐ น. ซึ่งเป็นเวลาตามหมายกำหนดการ วิทยุสื่อสารของตำรวจกก็ดังขึ้น ด้วยรหัสที่เข้าใจง่ายว่า
"พระราม ๙ ผ่านแยกอรุณอัมรินทร์แล้ว" (ตกหล่นอย่างไรขออภัยไว้ ณที่นี้)
ทำให้ประชาชนที่เริ่มอ่อนระโหยด้วยแดดจัดจ้าเริ่มคึกคัก เด็กชายหลายคนที่เป็นลมไปก็กลับมายืนเข้าแถวอีกครั้ง อีกครู่ใหญ่ๆ ก็ได้ยินเสียงขานอีกเป็นระยะ ธงชาติที่มีข้อความ "ทรงพระเจริญ" เริ่มชูสูงขึ้น คู่กับธงเฉลิมพระเกียรติวโรกาสพระชนมายุครบ ๘๐ พรรษา สีเหลืองสด ตากล้องหลายคนที่ทั้งห้อยกล้องต่างค่าย หากมาด้วยความตั้งใจเดียวกัน ไม่ว่าจะ Nikon หรือ Canon ต่างจับจองพื้นที่ใต้กล้องวีดิโอ เตรียมถ่ายภาพรถพระที่นั่งที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้านี้ ข้าพเจ้าเองก็ตั้งระยะให้พอดี ตั้งสปีดชัตเตอร์เอาไว้ คิดว่าจะถ่ายรูปเช่นกัน เพราะเห็นว่าไม่มีผู้ใดภาพ และนับเป็นโอกาสที่ดีเยี่ยมในชีวิต ที่ใช่ว่าทุกคนจะได้มีโอกาสนี้
"พระราม ๙ เข้าแยกมิสกวันแล้ว" (หากลำดับหรือเขียนผิดขออภัย จำที่ทางและทิศทางไม่ค่อยได้)
เสี้ยววินาทีก่อนที่เสียงจากวิทยุดังขึ้นและสั่งการอะไรสักอย่างที่ข้าพเจ้าไม่ได้สนใจ เสียงจากที่ไกลๆ เริ่มไหลบ่าเข้าใกล้ตัวข้าพเจ้าทีละน้อย รถตำรวจนำขบวนเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว และในไม่ช้า เสียงนั้นก็มาถึง...พร้อมกับรถพระที่นั่งที่เคลื่อนอย่างช้า...ช้ามากๆ มาตามถนน และเพลงสรรเสริญพระบารมีก็ดังกึกก้อง
ข้าพเจ้าซึ่งตั้งกล้อง ตั้งใจว่าจะบันทึกภาพโดยไม่ยกขึ้นมาเล็ง กลับเปลี่ยนใจเอาเสียดื้อๆ ด้วยความคิดที่ผุดขึ้นมาในหัวสมองว่า... "ขอให้ได้เห็นพระองค์ด้วยตาของตนเอง ดีกว่ามองผ่าน view finder ของกล้อง" ข้าพเจ้าจึงปล่อยให้กล้องห้อยอยู่กับคอถ่วงน้ำหนักไป ไม่ได้ทำหน้าที่ของมัน ส่วนเจ้าของกล้องนั้นได้แต่ประนมมือและประสานเสียงกับทุกคนว่าทรงพระเจริญ และเมื่อรถพระที่นั่งแล่นผ่าน พระเจ้าอยู่หัวได้ผินพระพักตร์มาทางด้านของข้าพเจ้า ทรงฉลองพระองค์สีชมพู ยกพระหัตถ์เล็กน้อย โดยมีสมเด็จพระราชินีนาถ ประทับเคียงในรถพระที่นั่งด้านใกล้ข้าพเจ้า....
แล้วน้ำตาก็ไหลอาบสองข้ามแก้มในทันที
ห้วงหนึ่งในความรู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุน...แล้วจู่ๆ ก็กลับเข้าสู่เวลาเดิม ข้าพเจ้าลองกดชัตเตอร์ซึ่งก็ติดมาเพียงเบื้องหลังของรถพระที่นั่ง (ซึ่งคิดว่ายังไงก็จะอัดภาพเก็บไว้บูชาเป็นแน่) มองพระบรมวงศ์ในรถพระที่นั่งซึ่งเคลื่อนผ่านไปด้วยความปิติที่อาบไปทั้งร่าง และแทบจะล้นปรี่จากหัวใจ เสียงเพลงสรรเสริญคงบรรเลงต่อด้วยเครื่องดนตรีวงใหญ่ ที่มี"เครื่องดนตรีรับเชิญ" เป็นเสียงร้องของประชาชน ณ ที่แห่งนั้น ดัง...กระทั่งสิ้นเพลง เสียงทรงพระเจริญจึงดังขึ้น และต่างก็เริ่มแยกย้ายกัน ด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อย
จากนั้นวงดุริยางค์จึงลงมาที่ถนน ตั้งแถวเพื่อเดินกลับไปยังโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย รวมถึงเด็กตัวน้อยๆ ที่เรียงแถวอย่างเป็นระเบียบ ข้าพเจ้าถึงพยายามเดินตามถ่ายรูปไปเรื่อยๆ กระทั่งเรียกได้ว่าวิ่งนำ เพื่อถ่ายทั้งขบวนเลยทีเดียว เหนื่อยจนหอบ หากก็มีความสุขยิ่ง เมื่อนักเรียนเข้าไปในรั้วแห่งนั้น ข้าพเจ้าก็เดินจากมาเพื่อขึ้นรถประจำทางกลับบ้าน ด้วยรอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้า
ข้าพเจ้าครุ่นคิดมาตลอดทาง ว่าเหตุใดจึงไม่บันทึกภาพนั้นไว้ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจที่จะหาคำตอบนัก ด้วยความสุขยังเปี่ยมล้นจนไม่อยากนึกถึงเรื่องอื่น (แน่นอนว่าข้าพเจ้าลืมอาการเก็บป่วยของตนเองไปจนสิ้น) พอตกเย็นมารดากลับมาถึงบ้าน ก็ได้เล่าเรื่องราวให้ท่านฟัง และแม่ก็บอกว่า
"ดีแล้ว ไม่มีอะไรดีไปกว่าได้เห็นพระองค์ด้วยตาของตนเอง รู้ไหมเมื่อเด็กๆ แม่เคยอิจฉาคนต่างจังหวัดว่าทำไมได้เฝ้าพระเจ้าอยู่หัว ทั้งที่แม่เองเป็นคนกรุงเทพฯ แท้ๆ ยังไม่เคยมีโอกาส แต่พอได้เฝ้าเมื่อปีที่แล้ว (๕ ธันวา ไปกับข้าพเจ้า) ก็คิดว่าในที่สุดก็ได้เฝ้าแล้ว ไม่อิจฉา มีแต่ความสุข"
แล้วข้าพเจ้าก็ได้คำตอบของตนเอง ว่าเหตุใดจึงเลือกที่จะตราภาพพระเจ้าอยู่หัวไว้ในความทรงจำ มากกว่าบันทึกเป็นไฟล์ภาพถ่าย... เป็นเหตุผลง่ายๆ ที่ข้าพเจ้าเคยได้ยินจากโฆษณาทางโทรทัศน์ชุด In My Heart แต่ข้าพเจ้าเพิ่งมาตระหนักได้ว่า...
ขอแค่เพียงได้อยู่ในสายพระเนตรของพระองค์แม้เพียงเสี้ยววินาที...แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว
ข้าพเจ้าไม่ต้องการภาพถ่ายที่งดงามให้ใครๆ ชื่นชม
ขอแค่ความทรงจำที่จะติดตัวไปตราบสิ้นลมหายใจ
ให้หวนระลึก...แม้ในห้วงยามสุดท้ายของชีวิต
ว่าครั้งหนึ่งเคยได้เป็นประชาชนของพระเจ้าอยู่หัว...
ได้มีบุญเกิดในใต้ร่มพระบารมีของพระเจ้าแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่
ได้รัก...ศรัทธา และเคารพจากหัวใจโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ
ได้รู้จักคำว่าจงรักภักดี ที่ยิ่งใหญ่และงดงาม
และได้เกิดเป็นคนไทย บนผืนแผ่นดินไทย
ที่ทุกหัวใจ ได้ตราภาพเดียวกันไว้ตราบเท่านาน
ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
จตุรดา พุ่มจันทร์
๘ พ.ย. ๕๐
edit @ 8 Nov 2007 18:15:52 by จตุรดา shakri หมี น้ำตาล












อ่านแล้วน้ำตาคลออ่ะ
#1 By ยายแม่บ้าน on 2007-11-08 13:32