...เขมะสิริอนุสสรณ์...
posted on 22 Jun 2007 20:19 by shakri in shakri
ทำนองของเพลงเขมะฯ รำลึกค่ะ
ให้ตายสิ โรแมนติก+หรูจริงๆ
ขอเว้นเรื่องราวต่อจากเอนทรี่ที่แล้ว มาเขียนถึงโรงเรียนเราหน่อยนะคะ แบบว่าวันนี้ไปเจออะไรมา ก็เลยรู้สึกหัวใจมันพองฟู... เรื่องดีๆ ที่เราไม่เคยเห็นมันมาก่อน ตอนที่เราเป็นเด็กเขมะสิริฯ แต่พอเรากลายเป็นคนนอกไปแล้ว แล้วมองกลับเข้าไป ก็พบว่าเออ...มันเป็นเรื่องที่ดี และดีมากๆ แน่นอนว่าตอนนี้มันก็ติดตัวเรามาเหมือนกัน
เรื่องราวอาจจะยาวหน่อยนะคะ แต่อยากเล่าจริงๆ
.
"รักประเพณี มีมรรยาทงาม"
- เอกลักษณ์ของโรงเรียน -
(เรียกอย่างนี้ใช่ไหมนะ ป้าลืมแล้ว)
"นักเรียนจะดีเพราะมีวัฒนธรรม
นักเรียนจะเป็นผู้นำเพราะมีความรู้"
- ปรัชญาของโรงเรียน -
.
สีประจำโรงเรียนคือน้ำเงินแดง
ต้นไม้ประจำโรงเรียนคือต้นเฟื่องฟ้าค่ะ
.
โรงเรียนเขมะสิริอนุสสรณ์ตั้งอยู่เชิงสะพานกรุงธนค่ะ เป็นโรงเรียนสตรีล้วนที่มีนักเรียนประจำด้วย (หายากแล้วนะ) สร้างมา... จะ 75 ปีแล้วค่ะ อายุพอๆ กับประชาธิปไตยของประเทศไทยนั่นแล เพราะโรงเรียนก่อตั้งขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช 2475 โดยเจ้านายในราชสกุลเกษมศรีสองพระองค์คือ หม่อมเจ้าพูนศรีเกษม เกษมศรี หรือที่พวกเราคุ้นเคยคือ "ท่านชาย" และหม่อมเจ้าหญิงศุขศรีสมร เกษมศรี - "ท่านหญิง" ที่ทรงได้รับพระราชทานทุนทรัพย์จากพระบรมราชชนก ในพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ให้ไปศึกษาดูงานการสร้างโรงเรียนจากประเทศอังกฤษ และกลับมาสร้างโรงเรียนในที่สุด
เรื่องประวัติของโรงเรียนขี้เกียจพูดค่ะ อยากอ่านเชิญได้ที่ลิงค์นี้นะคะ จากนิตยสารสกุลไทย ปรัชญาการศึกษา กระแสเสียงจากโรงเรียนต้นแบบ เราอยู่โรงเรียนนี้มา 12 ปีค่ะ นานมาก ตั้งแต่ประถม ๑ - มัธยม ๖ เลยทีเดียว เลยผูกพันมาก ตอนอยู่นะ ด่ามันแทบทุกวัน โฮ้ย อย่างนี้ไม่ดี อย่างนี้ไมได้เรื่อง แต่พอออกมา เออ มันก็ไม่เลวร้ายนี่หว่า หรืออาจจะดีที่สุดด้วยซ้ำ
.
อย่างที่ทุกท่านอ่านไปข้างบน...สังเกตได้ว่าโรงเรียนเราจะเน้นเรื่องมารยาทเป็นหลัก ก็โธ่...สมัยก่อนน่ะค่ะ โรงเรียนอยู่ในวังแท้ๆ เชียว หอสมุดเก่าก็มีนามว่า "เรือนทูลกระหม่อมมหิดลประทาน" คือเป็นเรือนไม้ สไตล์ไหนหว่า...แต่โคตรชอบเลย สวยมากที่สร้างไว้ตั้งแต่เมื่อนานนนน มาแล้ว เป็นที่ประทับของท่านหญิงและท่านชายค่ะ เดิมอยู่ที่วังฝั่งพระนคร ข้างๆ วัดราชผาติการาม แต่เมื่อได้ย้ายโรงเรียนมาฝั่งธน ก็เลยชะลอมาปลูกที่นี่ด้วยค่ะ ในสมัยก่อนนักเรียนทุกคนจะต้องเรียนมารยาท เพราะต้องปฏิบัติต่อเจ้านายด้วยมังคะ เด็กประจำในยุคนั้นก็ต้องมีเวรขึ้นเรือนฯ เพื่อไปร่วมโต๊ะเสวย เรียกได้ว่ามารยาทไทย และมารยาทบนโต๊ะอาหารแบบสากลพร้อมบริบูรณ์เลยทีเดียว...
แอบบอก..คุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ หรือนักเขียนเจ้าของนามปากกา ทมยันตี ก็เป็นศิษย์เก่าเขมะสิริอนุสสรณ์เช่นกันค่ะ (เจ้าของบล็อกอ่านนิยายท่านมานาน แต่เพิ่งมารู้ว่าท่านเป็นศิษย์เก่าตอนม.ปลายแล้วมั้ง กรี๊ดกร๊าดเป็นกำลังตอนที่ท่านมาบรรยายที่โรงเรียน ไว้เล่าให้ฟังวันหลัง วันนั้นฮามากๆ)

(คุณทมยันตี อันนี้ในงานเกี่ยวกับเด็กม.6 ไม่ใช่งานที่ท่านพูดเรื่องภาษาไทย งานนั้นฮามาก)
.
.
พอหลังจากท่านชายและท่านหญิงสิ้นไป มารยาท และประเพณีต่างๆ ก็ไม่ได้สูญหายไปค่ะ เด็กทุกคนที่เข้ามาเรียนตั้งแต่น้องเล็กสุด คือ ป.1 ต้องมีการสอนการย่อไหว้แบบเขมะสิริฯ เป็นการย่อไหว้แบบไม่เปิดส้นเท้าหลัง สวยงามน่ารักดีค่ะ เราก็ติด เจอผู้ใหญ่ไม่เคยยืนไหว้เฉยๆ ต้องย่อไหว้เสียทุกครั้งไป ใครว่ากระแดะก็ขออภัยค่ะ ติด พอดีได้รับการอบรมมา (หัวเราะ)
แอบบอกอีก...ครูเล่าว่า พี่เลี้ยงนางงามที่สอนคุณปุ๋ยพรทิพย์ นาคหิรัญกนก ให้ไหว้ได้สวยจับใจชาวโลกนั้น เป็นเด็กเขมะสิริฯแหละค่ะ (จริงรึเปล่านะ)
.
นอกจากการไหว้แล้ว พวกเรายังต้องเรียนอีกหลายอย่างค่ะ...เวลาเดินผ่านผู้ใหญ่ ก็ต้องก้มหลังต่ำๆ เพื่อขอโทษท่านที่เสียมารยาทก่อนเดินผ่านไป (ตอนนี้ก็ยังติดอยู่ค่ะ) แล้วก็มีการหมอบกราบ... ที่มีความต่างกับแบบแผนปกติ เรียนทั้งสองแบบค่ะ ทั้งของโรงเรียนและของสากล หมอบกราบนี่ไม่ได้นั่งแล้วเอาแขนวางหัวกระแทกพื้นก็ไหว้ได้นะคะ - -" มันยากมากเลยแหละ ว่าจะต้องวางแขนอย่างไร ส่งมืออย่างไร จังหวะกราบอย่างไรให้นิ่มนวล เพราะไม่ใช่ละครลิงค่ะ จะได้ไหว้ผลุบๆ แล้วสะบัดก้นลุกไป
พับเพียบก็เปิดปลายเท้าไม่ได้ค่ะต้องพับปลายเท้าเก็บ แล้วเวลาจะเปลี่ยนข้างพับเพียบก็ต้องรวบชายกระโปรง จะเปลี่ยนไปขัดสมาธิก็ต้องให้เรียบร้อยเวลานั่งพับเพียบฟังก็ต้องประสานมือบนตักค่ะ ขวาทับซ้าย หลังตรงหน้าเชิด แถมจะเปลี่ยนไปนั่งขัดสมาธิก็ยังต้องทำให้ถูกท่าอีกนะคะ แต่เดี๋ยวก่อน ไม่ใช่แค่นั้น ! จะลุกยืนก็ต้องลุกให้ถูกท่าค่ะ ไม่ว่าจะจากขัดสมาธิ หรือว่าจะพับเพียบก็ตามที (สงสัยล่ะสิว่ามันเรียกอะไรขนาดนี้) แน่นอนว่า การกราบเบญจางคประดิษฐ์ การหมอบเข้าเฝ้า การถวายบังคมแบบต่างๆ ทั้งแบบพระราชนิยมและสากลนิยม ฝึกกันตั้งแต่ประถมจนม.ปลาย ก็ยังฝึกค่ะ ไม่ใช่แค่ฝึกให้ทำได้ แต่ต้อง "ได้ดี" ด้วยค่ะ
การอบรมมารยาท...อันนี้เด็กเขมะสิริฯคงจะรู้จักดี เพราะจะมีเวรอบรมมารยาททุกเช้า สลับกันไปตั้งแต่ม.ต้นหรือม.ปลายหว่า เทอมนึงเจอสักสองสามหนมังคะ คือตอนเช้าเราก็จะรู้กำหนดล่วงหน้าว่าเรามีอบรมวันไหน เราก็จะรีบทำธุระแล้วขึ้นไปที่หอประชุมศุขศรีสมรค่ะ เข้าไปก็ต้องไปนั่งเรียงแถวให้เรียบร้อย ผู้อบรมก็คือคุณครูดวงใจ และคุณครูประทิน (ชอบคำว่าครูจังเนาะ) ท่านมาเช้ากว่าพวกเราเสียอีกค่ะ มาเพื่อรอพวกเราและสอนพวกเรา ท่านจะพูดหลายเรื่อง สอนพวกเราตลอด
เวลาเข้าอมรม เมื่อมาพร้อมแล้วก่อนอื่นคือ กราบเบญจางคประดิษฐ์ ไหว้พระพุทธรูปประจำโรงเรียน (สร้างแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ หรือเปล่าหว่า) จากนั้นก็ไหว้ "ครู" ในที่นี้คือ "เศียรครู" หรือหัวโขนนั่นแหละค่ะ ที่อยู่สองฟากของเวทีหอประชุม จากนั้นก็จะไหว้ครูกันบางวันท่านก็อบรมเรื่องต่างๆ บางวันท่านก็ทบทวนการย่อไหว้ หมอบกราบ ถวายบังคม เลยทำให้จำได้จนทุกวันนี้
ถ้ามีเหตุอะไรที่ทำให้อบรมมารยาทไม่ได้ ก็ต้องไปอบรมซ่อมในวันหลังค่ะ อย่างพวกมาสาย หรือว่าติดกิจธุระเช่นเรา...คือ ช่วงเช้าๆ เราจะมีซ้อมดนตรีไทย สำหรับงานต่างๆ ถ้าไม่อุกฤษฏ์จริงๆ ก็จะลงไปอบรมมารยาทค่ะ อยากอบรมพร้อมเพื่อนๆ ในห้องมากกว่าไปซ่อมทีหลังน่ะ แต่หลายครั้งก็ทำไม่ได้จนต้องยกประโยชน์ให้จำเลยไป อย่างเวลาซ้อมดาบสองมืออะไรเงี้ย แอบเสียดายแหละ
.
ตอนนั้นก็คิดๆ ว่าเออ คงได้ใช้อยู่ไม่กี่อย่างหรอกมั้ง เราคงไม่มีโอกาสได้เป็นคุณหญิงคุณนาย ได้เข้าเฝ้าบ่อยๆ แต่เรียนติดตัวไว้ก็ไม่เสียหลาย ก็เลยทำไปอย่างที่รู้ว่า "สมควร" ต้องเรียน แต่ไม่ทราบว่าจะได้ใช้จริง และใช้เมื่อไหร่
อ๊ะ บางวันมีสวดมนต์กลางวันนะคะ สวดในหอประชุม ยืนสวด ถึกมาก (ฮา) แต่ห้องแอร์อะ เลยสบาย บางวันสวดมนต์ แต่ก็มีบางครั้งที่อบรมมารยาทโดยคุณครู โดยเฉพาะคุณครูเพ็ญนิภา จะเจอคุณครูอบรมมารยาทกลางวันบ่อยสุด พูดคุยเรื่องสังคม มารยาททั่วๆ ไป คนละแนวกับตอนเช้านะคะ อาทิตย์นึงสวดมนต์กลางวันหนึ่งหนค่ะ เวียนไปตามลำดับชั้นปี จะบอกว่าเราก็ไม่ค่อยได้สวดหรอก (ฮา) ถ้าไม่ซ้อมดนตรีไทย ก็ดาบสองมือ หรือไม่ก็ซ้อมดนตรีให้วงดุริยางค์ สอนดรัมเมเยอร์อะไรเทือกๆ นี้ จะไม่ต้องขึ้น ถือเป็นกรณีพิเศษ
การอบรมช่วงกลางวันเป็นอะไรที่สบายดี เพราะมีแอร์ (จริงใจมาก มาเพื่อแอร์แท้ๆ) แต่บางวันก็มีอะไรที่เป็นพิเศษเช่น..."ให้ตัวแทนแต่ละชั้นปี ออกมาพูด เรื่องที่อยากฝากฝังกับน้องๆ และเพื่อนๆ" ซึ่งเป็นอะไรที่สุ่มเอาค่ะ ไม่รู้หรอกวันไหนจะไม่ต้องยืนสวด ซึ่ง...จตุรดา หรือยัยจตุ ก็เป็นตัวแทนของศิลป์ภาษาออกไปพูดเรื่อย (ทำไมต้องเป็นฉันนะ สงสัยดูน่าสักการะ) แต่ละคนก็มีสไตล์ต่างกันออกไป สไตล์เราเป็นอย่างไรไม่รู้ รู้แต่ครูให้เราไว้หลังสุด แล้วพูดยาวจนกว่าจะหมดเวลาเลย (ฮา ที่แท้อีนี่ก็พูดมาก)
มีอยู่หนหนึ่ง...ประทับใจมาก ตอนนั้นพูดตักเตือนน้องๆ กลุ่มหนึ่ง จุดประสงค์เป็นงั้นน่ะ แต่ว่าทำทีเป็นพูดในองค์รวม เรื่องมรรยาทการปฏิบัติตัวในที่สาธารณะ หลายคนไปเรียนพิเศษ แล้วใส่เครื่องแบบ ทว่าแต่งตัวไม่เรียบร้อย ปลดกระดุมคอเสื้ออะไรราวๆ นี้ เราก็ตักเตือนไปว่ายังไงหว่า...ข้อความไม่เป๊ะนะคะ
"ขอให้ระลึกไว้เสมอๆ ว่าที่น้องใส่อยู่คือเครื่องแบบ ที่มีตราราชสกุลเกษมศรีปักอยู่บนอกน้อง นั่นคือศักดิ์ศรีของราชสกุลที่สืบทอดมาจากราชวงศ์จักรีของเรา แน่นอนว่าที่อกอีกข้างของน้องก็ปักชื่อตัวเองและมีนามสกุลของน้องอยู่เช่นกัน นั่นคือวงศ์ตระกูลของน้องเอง ขอให้ระลึกไว้ จำเอาไว้ ว่าที่ใส่อยู่คือเครื่องแบบที่มีทั้งเกียรติยศของทั้งราชสกุล และตระกูลอยู่ ที่น้องใส่มันคือเครื่องแบบ ไม่ใช่สายเดี่ยวหรือผ้าขี้ริ้ว น้องก็สมควรปฏิบัติให้เหมาะสมกับค่าของสิ่งนั้นด้วย แต่ถ้าน้องไม่คิดจะรักษามัน ก็ให้ถอดเครื่องแบบออกซะ แล้วจะทำอะไรก็ทำไป อย่าเอาราชสกุลกับวงศ์ตระกูลตัวเองแล้วคนอื่นที่เขาปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมัวหมองไปด้วย"
.
.
(พักหายใจก่อน)
พอพูดเสร็จพวกม.6 ปรบมือ(ฮา)เห็นครูปรบมือด้วยแหละ...พวกเพื่อนเราอารมณ์ว่าสะใจ อยากด่าน้องพวกนั้นมานานแล้ว แต่ไม่มีโอกาส ได้เราอบรมแทน (ใช่ไหมนะ) พอพูดเสร็จ เราก็เข้าไปนั่ง เพื่อนๆ ก็แสดงความยินดีราวว่าได้รับรางวัลปากสุนัขดีเด่นแห่งชาติ มีเช็คแฮนด์ มียกนิ้ว แต่ที่เด็ดที่สุดก็คือคุณครูเพ็ญนิภา...
"เอ้า นักเรียนฟังค่ะ ที่ครูอยากพูดพี่จตุก็พูดหมดแล้ว วันนี้เดี๋ยวเสร็จแล้วแยกย้ายกันได้ค่ะ"
อ้าว...เล่นง่ายๆ อย่างนั้นเลยหรือคะ - -" (ให้เราพูดแทน แบบว่าประทับใจและอึ้งมาจนทุกวันนี้) แต่ก็มีความสุขดีนะ รุ่นเราไม่ค่อยมีเรื่องกับรุ่นน้องน่ะ เป็นรุ่นที่สนิทกับเขาไปทั่ว ดีเหมือนกัน บรรยากาศการเรียนดีมาก
.
.
เรื่องมรรยาทมีอีกเรื่อง (มันยังไม่จบ คนอ่านเหนื่อยแล้วล่ะสิ เป็นเหยื่อเราต้องอดทน)
ช่วงม.6 ก่อนเอนท์ เราจะต้องไปสักการะพระบรมรูปของพระราชชนกที่ศิริราชค่ะ เพราะท่านทรงมีคุณูปการต่อโรงเรียนเราอย่างใหญ่หลวง ไม่มีท่าน ไม่มีโรงเรียน ไม่มีเรา แล้ววันนั้น...หลายท่านก็คงทราบดี ว่าคนเยอะขนาดไหน จากหน่วยราชการทั้งรัฐและเอกชน มากันให้ฮึ่ม โรงเรียนเราก็พานักเรียนไปกันค่ะ เดินเป็นขบวนเลยทีเดียว ใส่ชุดนักเรียน ดูเรียบร้อยนะคะ มีหนุ่มๆ มอง (ฮา) แต่จริงๆ พวกเรามองหนุ่มแหละ "เอ๊ะ หนุ่มแพทย์น่าร้าก...นายร้อยก็ดูดี" ...น่า ตามประสาหญิงล้วน
แล้วพอถึงคิวพวกเรา เราก็จะเรียงแถวกัน...แล้วลงนั่งพับเพียบ และหมอบกราบลงกับพื้น...อ่านไม่ผิดค่ะ หมอบกราบลงกับพื้นที่คนเดินนั่นแหละ ร้อนนะ แต่ก็ซ้อมเป็นอย่างดี แล้วก็ลุกขึ้นพร้อมๆ กัน (ก้มอยู่พัก เพราะขอพรท่านอยู่ 555) พอเงยขึ้นมาพร้อมกันก็เออ ค่อยๆลุกอย่างเรียบร้อย ได้ข่าวว่าปีหนึ่ง รุ่นพี่ไปกันวันที่มีฝนตก แต่ก็นั่งลงไปหมอบกราบค่ะ ทำเอาคนปรบมือกันเลยทีเดียว (ฟังแล้วขนลุก) ตอนนั้นก็ไม่ได้รู้สึกอะไรนะ มันเป็นปกติที่เราทำกัน ในสายตาคนอื่นอาจจะดูเวอร์รึเปล่า เราก็ไม่รู้ แต่สายตาที่คนมองมามันก็ดูดีแหละ เห็นหลายคนมองแล้วยิ้มให้
.
แต่มาวันนี้เราเห็นผลของสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นที่คุณครูสอนพวกเรามาค่ะ...เห็นโดยสายตาคนนอกนะ
วันนี้ได้ไปวังสวนกุหลาบ มีงานของมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภา) ยามยาก เราไปกับแม่ค่ะ แม่อยากไป ทีนี้ก็ยืนๆ อยู่ เอ..เห็นน้องๆ เครื่องแบบคุ้นๆ จากระยะไกล ก็คิดว่าเขมะสิริฯ รึเปล่า แต่ก็ไม่ชัวร์ พอเดินเข้าไป ชัวร์เลยค่ะ เด็กเขมะสิริฯ แน่ๆ ก็คิดอยู่ว่าครูท่านไหนจะพามากันนะ ทีนี้เราก็เดินต่อไปเรื่อยๆ ดูนิทรรศการต่างๆ ถึงช่วงที่จัดถุงยังชีพมังคะ เจอครูจนได้ค่ะ ให้ทายว่าครูท่านไหน...เอ่ยชื่อท่านไปแล้วข้างบน...นึกๆๆๆ
.
.
เฉลยคือคุณครูเพ็ญนิภาค่า แต่งผ้าไหมแดง สวยมากค่ะครู >.< b พอเห็นท่านเลยไหว้ ครูก็ทัก ยิ้ม เราก็ดีใจที่เจอท่านนะ ไม่ค่อยได้เจอ ครูบอกว่านี่จตุรดา น้องๆ เขาอ่านนิยายเธออยู่นะ เราก็ยิ้ม (แฮ่ ก็เอาเข้าห้องสมุดไว้เรื่องละสองเล่ม แต่น้องๆ คนอ่านในโรงเรียนก็มีจริงๆ แหละ) จากนั้นก็ขอตัวไปเดินเล่น จนได้เข้าไปในข้างในส่วนที่มีนิทรรศการข้างใน ก็ไปเจอเด็กเขมะสิริฯ อีกแล้ว เจอคุณครูเพ็ญนิภาด้วย
เราเห็นน้องๆ เรียงแถวก่อน ค่อยๆ ลงนั่งเป็นระเบียบ...ก่อนลงหมอบกราบพระบรมฉายาลักษณ์ของพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พร้อมๆ กัน แล้วก็ค่อยๆ ยืดตัวขึ้นมานั่งหลังตรง เราเห็นเราก็ยิ้มแหละ เพราะว่าคุ้นเคยดี หลายคนที่อยู่ ณ ที่นั้นมองแล้วก็ยิ้ม ชื่นชม แต่ที่ทำให้เต็มตื้นที่สุดก็คือมีคุณลุงกับพี่ผู้หญิงท่านหนึ่งอยู่ใกล้ๆ เรา แล้วพูดว่า
"อุ๊ย น่ารักจังเลย"
ด้วยน้ำเสียงชื่นชม และเอ็นดูอย่างที่สุด เราที่ยืนอยู่ใกล้ๆ รู้สึกดีอย่างแปลกประหลาด เหมือนเป็นอะไรที่ตอบคำถามเราว่า เราจะเรียนไปเพื่ออะไร จะฝึกไปทำไม แล้วผลของมันคืออะไร นี่แหละ ที่เราได้เห็น แล้วก็ได้รับในวันนี้
คุณครูเพ็ญนิภาเคยสอนในชั่วโมงพระพุทธศาสนาว่า ถ้าเราทำดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเครื่องแบบ คนเขาก็จะมองว่าเป็นเด็กดี น่ารัก เป็นลูกเต้าเหล่าใครในทางกลับกันถ้าทำไม่ได้ เขาไม่ได้ว่าที่ตัวเราเลย แต่จะมองไปว่าเด็กโรงเรียนไหนน่ะ อมรมได้แย่ หรือไม่ได้สั่งไม่ได้สอน (บางที่มารยาทมันไม่ได้แย่นะ แต่ทรามเลยทีเดียว...)
ของพวกนี้เราอาจจะไม่เห็นค่า ไม่เห็นความสำคัญเมื่อตอนที่เราถูกสั่ง ถูกสอน และบังคับให้เรียน จนมันกลายเป็นนิสัยไปเสียแล้ว (ปัจจุบันนี้เรายังค้อมหลังเวลาเดินผ่านผู้ใหญ่ และเอามือแตะหน้าอก เพื่อไม่ให้คอเสื้อเปิด)
แต่ท้ายที่สุด เมื่อเราทำดี...ทำชอบ และทำได้อย่างดงาม ด้วยความตั้งใจ ท้ายที่สุดผลเหล่านั้นก็ตกอยู่กับตัวเราเอง คือการที่คนภายนอกมองเราว่ามีมารยาทที่ดี มีความประพฤติที่เหมาะสม ทำให้ผู้ใหญ่รักและเอ็นดู จะทำกิจการงานใดก็เสมือนมีความดีเป็นเกราะคุ้มตัวไป และมีผู้อุปถัมภ์อุ้มชูไปจนตลอด ทั้งผู้ที่ทำงานอิสระ และอยู่ในองค์กร เรื่องเหล่านี้ติดตัวไว้ไม่เสียหลายหรอก
.
.
ถ้ามีน้องเขมะสิริอนุสสรณ์ท่านใดได้มาอ่าน...(น่าจะมีน่ะ exteen เด็กเขมะสิริฯเยอะออก) พี่จตุรดาฝากบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้ครูเพ็ญฯฟังทีนะคะ อยากให้ครูได้ยินจังว่าสิ่งที่คุณครูทุกท่านสอนพวกเรามามันมีค่าอย่างที่ประเมินเป็นตัวเงินไม่ได้เลย และอยากให้ทุกคนภูมิใจด้วยว่าที่ทำๆ ไป ที่เรียนๆ กัน มันไม่เสียเปล่าเลยแม้แต่น้อย
.
ล้ำค่า...สำหรับ ๑๒ ปี ในโรงเรียนเขมะสิริอุนสสรณ์ และอีกต่อไปไม่ว่าจะสิบ ยี่สิบ หรือห้าสิบปี สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์เขมะสิริฯ ที่ติดตัวเรามาก็จะทรงคุณค่าอย่างนี้ต่อไป
ภูมิใจ...และยินดีเป็นที่สุดค่ะ
จตุรดา Kms' 71
(บอกรุ่นแล้วแก่อิ๊บ แต่มีคนแก่กว่า ชิมิเคอะพี่นัท)
ป.ล. เขียนแล้วก็นึกถึงโคลงโลกนิติ ที่เคยคุยกับอาจารย์รัตนาแห่งหมวดภาษาไทย และอาจารย์อารีย์เคยได้เตือนให้เราจำเอาไว้ (อันที่จริงเหมือนต่อโคลงกับอาจารย์ในชั่วโมงเรียนมากกว่า ทั้งห้องมีตอบอยู่คนเดียว)
ให้ท่านท่านจักให้ ตอบสนอง
นบท่านท่านจักปอง นอบไหว้
รักท่านท่านควรครอง ความรัก เรานา
สามสิ่งนี้เว้นไว้ แต่ผู้ทรชน
.
ช่วงนี้ไม่มีอะไร แปะเก็บไว้ดู
ประจานพวกฝูงสัตว์ 555
คิดถึงนะเว้ยเฮ้ย
หมายเหตุ ตอนนี้มันสวยกันหมดแล้วฮ่ะ
มีดิฉันที่เหมือนเดิม หรือเลวลง?
รูปนอกจากนี้มันเป็นฟิล์มว่ะ ตายห่าที่ไหนหมดแล้วไม่รู้ ฮือ
กะอยู่คอมเครื่องเก่า บัดซบจริงๆ เลย
หมีฮอกไกโด แมวน้ำ และหมีขาว สัตว์สามตัวที่นั่งใกล้กันไม่ได้ แหย่กันตลอด
ลูกสาวคุณหญิงแม่ 555

สมัยนั้นตัดหน้าม้าเพราะถักเปียจนผมหน้าโกร๋น...บางมาก

ในรูปนี้มีอีผีบล็อกอยู่ตัวนึง...ถ้าเห็นรูปตัวเองกรุณาแสดงตัวด้วยนะนังหนึ่ง

พี่ศิริบูรณ์ศิษย์เก่าคนเก่ง กับคุณครูสังคมที่รักมากๆ ครูพิมพา >,<

นังแมวน้ำกับระบำสเปน...ที่ชุดเช่าราคาถูกกว่าห้องอื่น 2 เท่าตัว
แต่ชนะไอ้พวกชุดเป็นพันโว้ย สะจายยยย
กับเพื่อนกุ้ง ผู้ที่พูดถึงนักร้องนำวงร็อค และบอกเพื่อนๆว่าเขาชื่อ
แอ๊ด วงฟลาย...แน่นอนมาคู่กับอี๊ด คาราบาว
แล้วยังมีเต๋า-ศรราม ที่เป็นแฟนนัท (จริงๆ เต๋า สมชาย แต่มันมิกซ์ซะเลย)
อีกเรื่องชอบมาก...วีเจเส้นหมี = วีเจวุ้นเส้น

หมดมาดดรัมเมเยอร์เลยทีเดียว...

รูปนี้ตอนถ่ายหนังของวิชาอังกฤษ
ดัดแปลงจากเรื่อง Taming of the Shrew ของเช็คสเปียร์
จากอิตาลีโบราณเป็นลูกสาวแกงค์มาเฟียซะงั้น
ขวามือนังหมีฮอกไกโดเป็นมือขวาเจ้าพ่อ
แน่นอนดิฉันเป็นเจ้าพ่อ 555+

ลูกสาวในท้องเรื่อง
ปิดท้ายด้วยรูปเจ้าพ่อกับคนสนิท
ทางซ้ายเหมือนทรินิตี้ แต่ใส่ขาสั้น
แถมร่มชมพูลายการ์ตูนด้วยนะเออ
สูทของพ่อ เอามาจากเมกาเมื่อราวๆ 20 ปีก่อน






















หนูเป็นรุ่นที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้นิ
จำได้แม่นเลยว่าทุกกลางวันกินข้าวเสร็จจะแวบไปดูที่บอร์ดในส่วนครัวว่าพรุ่งนี้จะมีอะไรกิน ฮะๆ
จำได้ว่ามีไข่เจียวกับแกงส้มทีไรต้องรีบแบ่งไข่เจียวกันแล้วส่งตัวแทนวิ่งไปเอาไข่เจียวใหม่ทันที
คิดถึงกล้วยบวชชีจัง...
ยำมาม่าที่จะขายแค่ตอนเช้ากับตอนเย็นที่ท้ายโรงอาหารเล็กรสชาติไม่เหมือนที่ไหนจริงๆ...
เพลงนี่แต่ละเพลง หนูเรียนมาสามที่แล้วต้องยอมรับว่าโดยส่วนตัวถ้าไม่นับเพลงประจำโรงเรียน(หมายถึ่งเพลงอื่นๆที่ไม่ใช่เขมะรำลึก ก็ชอบด้วยค่ะแต่ของที่อื่นก็ชอบงิ)ชอบเพลงของเขมะที่สุดแล้วค่ะ โดยเฉพาะเพลงแขกเชิญเจ้านี่ชอบมากเลย>_<
#51 By Mayave...มายาวี on 2008-06-26 00:58