[เรื่องสั้น] เรียงเรื่องร้อยเพลงรัก - เธอคือใคร
posted on 08 Feb 2007 11:27 by shakri in ShortStory
เอาเรื่องใหม่มาให้อ่านก่อน เรื่องเก่าจะทยอยมา =w=
เรียงเรื่อง ร้อยเพลงรัก 4 - เธอคือใคร
ลิงค์ฟังเพลงนะคะ
http://musicstation.kapook.com/newmusicstation/play.php?id=6825
เมื่อไหร่จะได้มีแฟนกับคนอื่นเขาวะ
ประโยคที่ออกจากปากของผู้พูดทำให้คนที่ยืนอยู่ข้างๆ หันมามอง ชายหนุ่มเชิ้ตสีน้ำตาลอ่อนพ่นควันขาวออกนอกหน้าต่าง ก่อนขยี้บุหรี่ลงจานรองพร้อมกับโคลงศีรษะเบาๆ
มึงพูดหนที่เท่าไหร่แล้วไอ้อ่อง เขาถามก่อนรับหมากฝรั่งจากคนข้างๆ
กูก็จำไม่ได้นี่หว่า คนไม่สูบบุหรี่ทว่าออกมายืนเป็นเพื่อนตอบทันที ที่พูดนี่เพราะเมื่อวันก่อนพ่อถามว่ะ ว่าเมื่อไหร่จะแต่งงานแต่งการไปซะที แกเบื่อจะเลี้ยงลูกชายเต็มทีแล้ว
ก็สมควรที่คุณอุดมเดชจะพูดงั้นว่ะ เมื่อนึกถึงพ่ออีกฝ่ายก็ต้องอมยิ้ม เพราะคุณอุดมเดชคือชื่อที่เขาเรียกเพื่อนมาตั้งแต่สมัยมัธยม...ก็สมัยที่จำชื่อพ่อได้แม่นกว่าชื่อเพื่อนนั่นแหละ มึงก็จะสามสิบแล้วนะเว้ย พ่อเลี้ยงมึงมาคนเดียวตั้งแต่แม่มึงตายตอน ม.2 ถึงตอนนี้ก็กี่ปีวะ สิบสอง เออ สิบเจ็ดปี มึงคิดดูดิ ผู้ชายตัวคนเดียวเลี้ยงลูกชายวัยหัวเลี้ยวหัวต่อสองคนมาสิบเจ็ดปี โดยที่ไม่แม้แต่แต่งงานใหม่ พ่อเขาก็ต้องเหนื่อยแหละวะ
กูรู้... เขาถอนหายใจเมื่อนึกถึงเรื่องนั้น
แม่เขาเสียด้วยโรคมะเร็งตอนที่ทั้งตนเองและน้องชายฝาแฝดเพิ่งขึ้นมัธยมศึกษาปีที่สอง เรียกได้ว่าเป็นโค้งวิกฤตหนึ่งของชีวิต พ่อเองก็เสียใจไม่แพ้กัน เงินที่บ้านก็ร่อยหรอจากการรักษาแม่ด้วยเคมีบำบัด ทั้งที่รู้ว่าคงทำให้แม่หายขาดไม่ได้ แต่อย่างน้อยแม่ก็ได้อยู่ดูเขาและน้องชายนานกว่าเดิม
วันเผาแม่เขาและน้องชายร้องไห้กันอย่างไม่อายใครทั้งที่อยู่ในผ้าเหลือง ทุกคนคงเข้าใจดีว่าเพราะเหตุใดเณรจึงร้องไห้เช่นนั้น นั่นเพราะต้องเสียมารดาไปอย่างไม่มีวันกลับ เสียแม่ที่คอยดูแล เสียเพื่อนที่คอยให้ปรับทุกข์ และเสียคนที่รักไปตลอดกาล
ตอนนั้นเขาโกรธพ่อมาก เพราะตั้งแต่ตอนที่อาการแม่ทรุดเรื่อยมาจนตอนเก็บอัฐิตอนเช้า เขาไม่เคยเห็นพ่อร้องไห้สักครั้ง พ่อเอาแต่นิ่งเฉย ยิ้มกับแขกที่มางาน ไม่ก็อยู่เงียบๆ จนเขากับน้องชายสงสัยว่าจริงๆ แล้วพ่อเสียใจกับการจากไปของแม่ไหม พ่อรักแม่หรือเปล่า
ห้วงความคิดของวัยรุ่น...เลือดร้อนๆ ในกายเคยสั่งให้หนีออกจากบ้านเสีย กินเหล้าเมาหัวราน้ำเพื่อประชดพ่อ ทำอะไรก็ได้ตามใจ เพราะอย่างไรก็พ่อก็คงไม่เสียใจ ไม่ร้องไห้ให้ตนเอง พ่อคงเป็นพ่อที่เย็นชาเหมือนกับตอนแม่ตาย ทว่าในคืนหนึ่ง ทั้งเขาและน้องชายก็ได้รู้ความจริงที่ทำให้ต้องเสียน้ำตา และเปลี่ยนความคิดตนเองโดยสิ้นเชิง
คืนนั้นเป็นวันครบรอบแต่งงานของพ่อและแม่ เป็นปีแรกที่ไม่มีแม่อยู่ฉลองกับพ่อ เขาแอบเห็นพ่อเดินไปที่ห้องพระคนเดียวตอนกลางคืน หยิบโกศอัฐิของแม่จากห้องพระออกมาวางที่ห้องนั่งเล่น พ่อวางแก้วไวน์แดงของตัวเอง จากนั้นก็วางแก้วน้ำส้มของโปรดแม่ไว้หน้าโกศ พ่อจุดธูป...แล้วก็คุย คุยไปได้แค่ไม่กี่คำพ่อก็ร้องไห้ ร้องเหมือนจะขาดใจ
...มันทำให้เขารู้ว่าพ่อรักแม่มาก ที่ไม่ร้องไม่ใช่ว่าไม่เสียใจ เพียงแต่ไม่อยากให้เขาทั้งสองคนเห็น...
พ่อเป็นผู้นำ พ่อทำให้เขาเชื่อมั่นมาตลอด กระทั่งงานศพแม่เขาก็รู้ว่าถ้าพ่อจัดการทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี พ่อเลยต้องฝืนเพื่อทำให้ทุกคนสบายใจ แต่จริงๆ แล้วพ่อเองก็ต้องหลั่งน้ำตา เพราะพ่อรักแม่มากเหลือเกิน
เพราะพ่อและแม่ทำให้เขาอยากมีใรสักคนที่จะมาอยู่เคียงข้างกัน ไม่ว่ายามมี ยามยาก จะเป็นหรือว่าตาย อยากมีใครสักคนที่จะอยู่ด้วยกันอย่างนั้น...ตลอดไป
ที่กูอยากแต่งงานมีเมียก็อยากเห็นพ่อมีความสุข อีกไม่นานพ่อก็ออกจากงานแล้ว ถึงที่ทำงานจะจ้างเป็นที่ปรึกษาพิเศษก็เถอะ แต่ก็อยากหาใครมาดูแลพ่อ
ก็ให้พ่อมีเมียใหม่ดิ จะได้มีคนดูแล
ห่า...พูดงี้พ่อเอาไม้กอล์ฟฟาดหัวแน่ ไป กลับเข้าไปทำงานได้แล้ว อย่าอู้นาน
ทั้งสองคนเดินเข้าไปในตัวอาคารส่วนที่มีระบบปรับอากาศ ทักทายคนที่เดินผ่านไปมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ก่อนนั่งลงประจำที่ยังหน้าคอมพิวเตอร์ของตัวเอง จัดการกับแบบบ้านให้เรียบร้อย ก่อนที่จะส่งให้ลูกค้าต่อ
ผู้ที่ยืนถือไม้เหล็กยาวอยู่กลางสนามหญ้าขนาดย่อมข้างๆ บ้านหยุดเล็งลูกสีขาว เขาเงยหน้าขึ้นมองประตูเหล็กที่เลื่อนเปิดเองโดยอัตโนมัติ ด้วยรู้ว่ามีคนกำลังจะเข้ามา ชายสูงวัยหยิบลูกกอล์ฟสีขาวใส่กระเป๋ากางเกงขาสั้น เอาผ้าที่วางอยู่ตรงระเบียงเช็ดหัวไม้เหล็กก่อนเก็บใส่กระเป๋า แบกขึ้นไหล่ เปิดบานกระจกใหญ่ที่เป็นทั้งประตูและหน้าต่างของห้องนั่งเล่น ก่อนวางถุงกอล์ฟสีเทาแอบไว้กับผนัง
รถสีบลอนด์ทองหักเลี้ยวเข้ามาจอดใต้ร่มเงาโรงรถด้วยความชำนาญของคนขับ เขาดับเครื่อง ก่อนกดรีโมทปิดประตูบานเลื่อน หยิบกระเป๋าที่มีคอมพิวเตอร์คู่ใจที่วางไว้ยังที่นั่งข้างๆ และออกจากรถ โดยไม่ลืมกดล็อคแม้จะอยู่ในบ้านตนเองแล้วก็ตาม
วันนี้กลับได้แต่หัววันนะอ่อง
ชายหนุ่มยกมือไหว้ทันที ผมน่าจะทักพ่อมากกว่านะว่าทำไมกลับแต่วัน
คนแก่ใกล้เกษียณก็เงี้ย ไม่มีงานการทำ เลยมาตีกอล์ฟเล่นที่บ้าน ผู้เป็นพ่อถอดหมวกแก็ปออก ห้อยไว้กับนิ้ว
ดูก็รู้แล้ว ใส่ขาสั้นรองเท้าฟองน้ำงี้สนามไหนเขาจะให้เข้า มีแต่สนามที่บ้านเท่านั้นแหละ ลูกชายหัวเราะ เย็นนี้มีไรกินบ้างอะพ่อ
หมึกนึ่งมะนาว พ่ออยากกินเลยให้พี่จิตเขาทำ
โห ไรวะ เอาแต่ของโปรดตัวเอง ไม่มีของผมเลยเรอะ
ฟังพ่อยังไม่จบก็ประท้วงแล้ว เดี๋ยวหลังแหวนเสียนี่
เอาหลังแหวนเพชรนะพ่อ เผื่อหนามเตยหลวม เพชรจะได้หล่นมา แล้วผมเก๊าะเอาไปขายซื้อกล้องใหม่
ทะลึ่ง พ่อดุเสียงดัง ของเราน่ะมีปลากระพงทอดราดน้ำปลา
โห... ชายหนุ่มตาโต พ่อถูกหวยรึไงเนี่ย ทำไมดูกินดีจังหรือว่ามีเรื่องดีอะไรต้องฉลอง ที่ถามเพราะโดยปกติแล้วที่บ้านก็ไม่ได้กินของแบบนี้บ่อยนัก ก็ทำต้ม ผัด แกง ธรรมดา มีป้าจิตแม่ครัวคนเก่าคนแก่ทำให้ ตามที่บอกว่าอยากจะทานอะไร
คุณอุดมเดชของเพื่อนๆ ชายหนุ่มพยักหน้า
หนุ่มมันโทรมาบอกว่าอีกสองเดือนก็จะได้กลับแล้ว กรุณาเอารถไปรับที่สุวรรณภูมิด้วย
เอ๊า แหงสิ มันกลับมาให้นั่งรถเมล์ส้มออกมาจากสุวรรณภูมิก็บ้าแล้ว ยิ่งแท็กซี่ยิ่งบ้าใหญ่ ไกลตายห่า ค่ารถแพง เขาถอนใจ เออ ว่าแต่เรื่องดีมีแค่นี้น่ะหรือครับพ่อ ถึงได้ทำเสียมื้อใหญ่
วะ มันต้องมีเรื่องดีกว่าสิ คนเป็นพ่อกอดอก หนุ่มมันบอกว่าจะพาว่าที่ลูกสะใภ้กลับมาให้พ่อด้วยแหละ
ลูกสะใภ้ ! เขาร้องดังลั่น ไอ้หนุ่มจะมีเมียแล้วเรอะ ไรวะ พี่มันยังไม่มีเลย
ไร้ฝีมือสิเราน่ะ แหม...ทำเป็นหนุ่มเนื้อหอมมาแต่สมัยมหาลัย แล้วไง ตอนนี้เนื้อเน่าแล้วเรอะ ถึงไม่มีสาวมาเป็นลูกสะใภ้ให้พ่อ
เอาน่า ลูกชายขมวดคิ้ว คุยเรื่องหนุ่มต่อ มันบอกพ่อว่าไงอีก
หนุ่มบอกว่าว่าที่ลูกสะใภ้พ่อน่ารัก คนไทย เจอกันที่ญี่ปุ่นนี่แหละ นิสัยดี
แล้วไง?
เป็นแอร์...เริ่ดมะ ลูกชายพ่อคนนี้นี่มันเก่งจริงๆ ไม่เสียทีหล่อเหมือนพ่อ เลยมีแฟนเป็นแอร์สาวสวย
โห่ แค่นี้ก็บอกว่าดี ชายหนุ่มโอด ก่อนเปิดประตูบ้าน โดยไม่วายโผล่หน้าออกมาคุย ไว้ผมมีเมียเป็นเครื่องบินเมื่อไหร่นะ ผมจะเกทับมันแน่ คอยดู
เขาเดินเข้าบ้านไป โดยได้ยินเสียงหัวเราะไล่หลังของพ่อตามมา พร้อมกับเสียงตะโกนลั่นๆ
ไม่เอาเครื่องบินสงครามโลกนะเว้ยเฮ้ย พ่อชอบแอร์บัส A380
โหย จริงดิพี่อ่อง พี่หนุ่มจะแต่งงานหรือคะ หญิงสาวที่นั่งข้างๆ อุทาน ขณะที่ทั้งสองอยู่ในห้องนั่งเล่นสำหรับพักชงกาแฟในบริษัท นั่นทำเอาเขายิ้มแป้น โอย ดีจังเลย เข้าทำนองหลังฝนซาฟ้าก็ใสเนอะ พี่อ่องว่ามะ คนหล่อๆ มันก็ต้องเจอเรื่องดีๆ
เออ พี่ก็ดีใจกะหนุ่มมันว่ะ หมดทุกข์หมดโศกเสียที หนุ่มมันเป็นคนดีนะ ดีกว่าพี่อีก แต่ไม่รู้ทำไมชีวิตมันเจอแต่เรื่องร้ายๆ ว่ะเอิง นี่พี่คิดว่าทำไมคนเกิดห่างกันไม่กี่วินาที เพราะอะไรทำไมชีวิตแตกต่างขนาดนั้นเมื่อปีที่แล้วตอนที่พี่ได้เป็นหัวหน้างานดูแลน้องๆ มันกลับโดนแฟนทิ้งจนทำเรื่องโง่ๆ
แต่ท้ายสุดคนดีก็ได้รับผลดีตอบแทนนี่พี่ คนพูดจิบกาแฟ ก่อนอมยิ้ม ในที่สุดก็ได้ไปดูงานที่ญี่ปุ่น แล้วก็ได้เซ็นสัญญาทำงานต่ออีกปีครึ่ง ทำงานบริษัทแม่เชียวนะ พอกลับมาก็จะได้ลงตำแหน่งที่สูงขึ้น แถมนี่ยังได้แฟนอีก ก็มีเรื่องดีๆ แล้วไง เหลือแต่พี่แหละ ลัคกี้อินเกมแล้ว ไม่เห็นจะลัคกี้อินเลิฟซะที เห็นคบๆ เลิกๆ มาตั้งแต่สมัยเรียนแล้วนา เมื่อไหร่จะมีตัวจริงเสียทีล่ะคุณอภิวิชญ์
ไม่ทราบเหมือนกันครับคุณดุจน้ำหนึ่ง คนฟังส่ายหัว เพราะไม่รู้จะตอบอีกฝ่ายอย่างไรดี
ก็จริงอย่างที่ดุจน้ำหนึ่งว่า สมัยเรียนเขาก็เรียกได้ว่าเป็นที่นิยม มีสาวๆ ต่างคณะมาจีบเยอแยะ แฟนเป็นดาวมหาวิทยาลัยก็เคย แต่ท้ายสุดก็ลงเอยที่เลิกกันไปทุกครั้ง คนที่เหมือนจะใช่ ก็ไม่ใช่สักคน ต้องมีเรื่อง มีอะไรที่เข้ากันไม่ได้ คิดเห็นไม่ตรงกันมากกว่าเห็นด้วยไปเสียทุกครั้ง
ว่าแต่ที่เอิงว่าเรื่องหล่อๆ เมื่อกี้มันคืออะไรวะ เกี่ยวตรงไหน
โอย เกี่ยวอย่างหนักหนาเลยพี่ หญิงสาวร้องลั่น ก็คุณอติวิชญ์แกหล่อจะตาย ช่วงที่เจอเรื่องแย่หน้าแกเหี่ยว ซูบ หมดหล่อ
โถ...เพราะเทียบกับพี่สินะ เลยรู้ว่าหนุ่มมันหมดหล่อ
ฮู้ย ใครว่า พี่หนุ่มหล่อกว่าพี่อ่อง ดุจน้ำหนึ่งขมวดคิ้ว ถึงเป็นแฝด แต่ก็เป็นแฝดคล้าย ไม่ใช่แฝดเหมือนจากไข่ใบเดียวกัน
เฮ้ย ก็ต้องเป็นแฝดไข่คนละใบสิ เอ๊ย ไม่ใช่ แฝดไข่คนละสองใบ ถ้ามีหนึ่งเดียวเขาเรียกทองแดง
ปากงี้น่ะสิ ถึงไม่มีใครเอา หญิงสาวมองตาขวาง แต่ก็ไม่ได้มีอาการเขินอาย ไอ้พวกมุขตลกหยาบโลน เธอชินมันตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว พี่หนุ่มเขาหล่อแบบ...ขาวจัด คมจัด เอ้อ แกคล้ายหนุ่มญี่ปุ่นแบบโบราณๆ นะ ไม่ใช่พวกกันคิ้วเหลือเท่าแมวข่วนอย่างเดี๋ยวนี้
แล้วพี่อะ
แหม พี่อ่องออกจะเหมือนคน
หมายฟามว่าไงวะ พูดให้ดี
หล่อจ้าหล่อ พี่ดำกว่าพี่หนุ่มนิดนึง คงเพราะต้องออกไปดูไซต์งานมั้ง พี่หนุ่มเขาทำงานห้องแอร์ตลอดนี่ ขาวจั๊วยังกะตกถังแป้ง
เออ พูดดี รอดตัว อภิวิชญ์แยกเขี้ยว ก่อนดื่มกาแฟเงียบๆ ให้หมดแก้วก่อนไปทำงานต่อ
เสียงดีเจจากวิทยุเงียบไป ก่อนเข้ารายการมีการยิงเพลงสั้นๆ พร้อมเสียงพูดว่าที่จะเปิดต่อไปนี้เป็นเพลงใหม่และคนนิยม แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้สนใจนัก
...ช่วงชีวิตที่เคยรักใคร ไม่เคยล้อเล่นกับหัวใจ
แต่ว่าทุกคน เข้ามาคบกัน ไม่นานเขาก็ไป
แต่ละครั้งก็คอยทุ่มเท แต่สุดท้ายก็ยังเสียใจ
เจ็บจนคุ้นเคย แต่ไม่ชอบเลย ที่ต้องไม่เหลือใคร...
อภิวิชญ์ชะงัก หันไปมองทางวิทยุตัวเล็กๆ ที่มีคนซื้อมาวางเอาไว้ เขาจ้องมันอยู่นานราวมันมีจอและแปลงสภาพเป็นโทรทัศน์ขนาดย่อมๆ ดุจน้ำหนึ่งเมื่อเห็นดังนั้นจึงมองตาม แล้วก็ต้องยิ้ม
แทงใจดำพี่อ่องดีเนอะ ดีเจเปิดเพลงได้เวลาจริงๆ เธอหัวเราะ ทว่าคนฟังยังนั่งนิ่ง คล้ายว่าห้วงคิดหลุดลอยไปกับเพลงเสียแล้ว ฟังแล้วเหงายังไงไม่รู้ พอนึกๆ ไปหนูก็โสดนี่หว่า
เพลงใครน่ะ
ไม่รู้ ปกติได้ฟังเพลงไทยที่ไหน เธอตอบทันที แต่เพราะจริงๆ ว่ะพี่ ฟังแล้วเหงา นอยพิกล
นั่นสิ...แค่ใครสักคน ดวงตาเขามองไปนอกหน้าต่าง เห็นเพียงยอดตึกและแสงแดดจัดจ้า ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นใคร
ดุจน้ำหนึ่งตบหลังรุ่นพี่ที่เห็นกันมานานเบาๆ ก่อนที่จะผละไปเมื่อได้ยินเสียงใครเรียกให้กลับไปรับโทรศัพท์ที่โต๊ะตนเอง อภิวิชญ์มองคนที่เดินจากไป ดื่มกาแฟและฟังเพลงที่ยังดังอยู่อีกพักหนึ่ง
...จะมีไหมสักคน มาเปลี่ยนชีวิตของฉัน เธอคือใคร
ที่จะรักจริง ไม่ทอดทิ้งกัน อยากจะรู้...
...เขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าชีวิตนี้จะได้เจอใครคนนั้นไหม...
ชายหนุ่มขยับสูทสีเทาเข้มที่สวมเป็นเสื้อนอก ก่อนเดินเข้าไปในอาคารหลังใหญ่ซึ่งเจ้าของเป็นลูกค้าของบริษัท พี่ชัย...ที่เป็นทั้งเจ้านายและรุ่นพี่เขาบอกว่า ท่านเจาะจงเลือกอภิวิชญ์ให้มาออกแบบบ้านหลังใหม่ให้ลูกท่านโดยเฉพาะ เนื่องจากได้เห็นงานเขาจากบ้านคนในวงสังคมคนหนึ่ง และลูกท่านก็ชอบการออกแบบมาก เลยเรียกเขามา
เขาจ้ำเข้าอาคารอย่างรวดเร็ว แม้ว่าจะมาถึงก่อนเวลาพอควร แต่อย่างไรเขาก็สมควรที่จะขึ้นไปรอข้างบนอยู่ดี อภิวิชญ์ยื่นนามบัตรของท่านให้เจ้าหน้าที่รับรอง ก่อนเธอคนนั้นจะพาเขาไปอีกทางซึ่งเป็นลิฟต์พิเศษ สามารถตรงขึ้นไปยังชั้นบนได้
ท่านสั่งว่าถ้าคุณอภิวิชญ์มาให้ใช้ลิฟต์นี้เลยค่ะ ในเมื่อท่านว่าเช่นนั้นเขาก็ต้องทำตาม
เอ้อ เดี๋ยวครับ รอด้วย ชายหนุ่มเรียกคนที่อยู่ในลิฟต์ให้รอ ก่อนก้มศีรษะขอบคุณพนักงานสาวและเข้าไปในลิฟต์ทันที พนักงานทำหน้าตกใจ ขมวดคิ้ว ก่อนก้มศีรษะเมื่อผู้หญิงที่อยู่ในลิฟต์ก่อนแล้วยิ้มให้
ขอบคุณมากครับ ไปชั้น 27 ครับ
มาพบท่านหรือคะ เธอยิ้มหวาน หวานเสียจนเขายืนนิ่ง ก่อนตอบไปอย่างอึกอัก
เอ่อ ครับ มาเรื่องงาน
เหมือนกันเลยค่ะ หญิงสาวขยับกระเป๋าสะพายใบเล็กให้กระชับ เราคงขึ้นไปที่ชั้นเดียวกัน ของดิฉันนัดไว้สิบโมงตรง นี่เกือบจะสายหน่อยๆ แล้ว คงได้เข้าพบก่อนคุณมั้งคะ
ครับ ของผมสิบเอ็ดโมงน่ะครับ
อ้าว มาก่อนตั้งชั่วโมงเลยหรือคะ เธออุทาน แค่ครึ่งชั่วโมงหรือสิบห้านาทีก็พอแล้วมั้งคะ
ไม่ได้หรอกครับ อภิวิชญ์โคลงศีรษะ เป็นเด็กไม่ว่าจะด้วยเรื่องอะไรก็สมควรมารอผู้ใหญ่ เผื่อท่านจะมีธุระด่วนที่ไหน เรามาแล้วก็จะได้คุย ไม่ต้องมาพะวงจนเสียงานเสียการกันทั้งสองฝ่าย
ก็จริงนะคะ...ไว้ฉันจะทำอย่างนั้นบ้างก็แล้วกัน คนยืนข้างเขาหัวเราะ แล้วก็หันไปหยิบโทรศัพท์มือถือเมื่อมีเสียงเรียกเบาๆ
อภิวิชญ์แอบมองคนยืนข้างๆ เขาว่าผู้หญิงคนนี้สวย ไม่ใช่เพราะผมดัดลอนใหญ่ๆ สีน้ำตาลเข้มดูเข้ากับผิวขาวหรือเสื้อผ้าที่ดูดีเหมือนเป็นสาวทำงาน แต่ที่ว่าสวยเป็นเพราะบรรยากาศ ผู้หญิงสวยๆ น่ะหาได้เยอะ แต่ผู้หญิงที่สวยด้วยและบรรยากาศรอบตัวดีด้วยนี่มันหายากจริงๆ
ประตูลิฟต์เปิดออก เขารอให้เธอเดินก้าวไปก่อนจึงก้าวออกตาม หญิงสาวผู้นั้นก้มศีรษะให้เขานิดๆ ก่อนคุยโทรศัพท์เรื่องงานและเดินหายไปอีกมุมหนึ่ง ตรงข้ามกับเขาที่ต้องตรงไปหาเลขานุการิณีของท่าน ซึ่งรอเขาอยู่ก่อนแล้ว เธอให้เขานั่งเก้าอี้รับรอง ดื่มน้ำ มีขนมให้ แถมยังเปิดเพลงบรรเลงคลอจนเขาลืมมองเวลาไปเสียสนิทใจ
เชิญคุณอภิวิชญ์ค่ะ
เอ๊ะ เขาอดอุทานไม่ได้เมื่อมองนาฬิกา นี่ก็เพิ่งจะสิบโมงสิบห้า...ทำไมท่านเรียกเข้าไปเร็วผิดปกติ
ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปในห้องทำงานเขาก็ต้องเบิกตากว้าง เมื่อเห็นผู้หญิงคนนั้นกึ่งนั่งพิงขอบโต๊ะอ่านรายงานตั้งหนา ก่อนยืนส่งให้ชายวัยราวหกสิบซึ่งรับมาเซ็นชื่อรวดเร็ว
อ้าวคุณอภิวิชญ์ เชิญเลยครับ เชิญเลยๆ แหม นี่ว่าจะนัดคุยก่อนลูกรันมา กลายเป็นว่าลูกสาวเกิดขยันมาบริษัทแต่เช้า เอาแฟ้มมายัดเยียดให้พ่อเซ็น
ทว่าหญิงสาวดูเหมือนจะไม่ได้ยินที่บิดาพูด เธอมองหน้าเขาด้วยความประหลาดใจ
คุณอภิวิชญ์หรือคะ? เธอยิ้มกว้าง หน้าตาไม่เหมือนในนิตยสารเลย
ก็ช่างแต่งหน้ากับตากล้องเขาเก่งน่ะครับ
ผู้เป็นพ่อหัวเราะเสียงดัง รัน เสียมารยาทน่า
ก็แหม ตัวจริงยังดูเด็กอยู่นี่คะ ในรูปถ่ายเสียเหมือนสามสิบปลายๆ แถมไม่ลงอายุด้วย
ถ้าไม่เหมือนนิตยสารในแง่นี้ผมยินดีไม่เหมือนครับ ชายหนุ่มตอบด้วยสีหน้าจริงจัง จนสองพ่อลูกประสานเสียงหัวเราะ
เธอเป็นผู้หญิงที่หัวเราะแล้วน่าดู ดูสวย สง่า เหมือนกับที่เขาเห็นเธอทีแรกนั่นละ จนเขาอดคิดไม่ได้ว่าผู้หญิงที่ดูเหมือนนางฟ้านี่มีจริงๆ
เอ้าๆ คุณอภิวิชญ์มานั่งนี่ก่อน มาคุยกันเรื่องบ้าน รันด้วยลูก ไหนๆ เจอกันแล้วก็มาคุยกันเลย ท่านโบกมือเรียกเขาไปนั่งยังเก้าอี้
อภิวิชญ์ยิ้ม ก่อนก้มหัวเล็กน้อย ถ้าท่านไม่ถือสา เรียกผมว่าอ่องก็ได้ครับ อภิวิชญ์ยาวเหลือเกิน
ได้ๆ อ่อง ก็ว่าจะเรียกงี้อยู่ เห็นเจ้านายคุณเขาเรียกน่ะ แต่เราเจอกันหนแรก จะเรียกชื่อเล่นเลยก็ยังไงอยู่ ลูกค้าของชายหนุ่มเป็นคนอารมณ์ดีและดูคุยง่ายกว่าที่คิดไว้มากๆ ชื่อแปลกนะ อ่อง เห็นแต่อ๋อง
ครับ ก็มาจากน้ำพริกอ่อง แม่ผมคนเชียงใหม่ ผมมีน้องชายฝาแฝดอีกคนชื่อหนุ่ม
หนุ่ม... เธอทำหน้าครุ่นคิด อ๋อ น้ำพริกหนุ่ม
ครับ พริกอ่องกับพริกหนุ่ม ตอนแพ้ท้องแม่ทานสองอย่างนี้ พ่อก็สงสัยว่าทำไมแพ้อยากทานทั้งสอง พอไปอัลตราซาวนด์ถึงรู้ว่าได้ลูกชาย ผมยังนึกอยู่เลยว่าโชคดีที่แม่แพ้ท้องทานสองอย่างนี้ ถ้าเป็นอย่างอื่นคงแย่
อะไรล่ะคะ?
ก็พวกลาบ ไม่ก็หลู้ เอ่อ ลาบเลือดน่ะครับ ไม่ก็แย้กับอึ่งแบบทางอีสาน ไม่ว่าชื่อไหนก็ดูไม่มงคลเอาเสียเลย
เข้าใจตั้งชื่อนะคะ แล้วมีกันสองคนเท่านั้นหรือคะ?
ครับ ชายหนุ่มตอบ แม่เคยบอกว่านี่ถ้ามีอีกคนจะให้ชื่อปู มาจากน้ำพริกน้ำปู
หญิงสาวที่เขาประทับใจตั้งแต่แรกพบหัวเราะเสียงใส ชวนให้เขามองแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ ไม่นานหลังจากนั้นเขาก็ได้คุยเรื่องงาน และพอถึงมื้อกลางวันเขาก็ได้รับเชิญไปทานข้าวกับทั้งสองคน...
อภิวิชย์มองแผ่นซีดีที่วางปุตรงหน้าตนเองด้วยความประหลาดใจ ดุจน้ำหนึ่งเท้าสะเอวอยู่หน้าโต๊ะเขา ยื่นมือขวาออกมากระดิกนิ้วนิดๆ เหมือนที่ทำมาตลอดเวลาเขาใช้ให้มันไปซื้ออะไรให้ ดุจน้ำหนึ่งเป็นรุ่นน้องผู้หญิงที่สนิทกับเขามาก เธอเป็นลูกสาวคนโตของครอบครัวสาวสามใบเถา บุคลิกก็เลยติดห้าวมาบ้าง เวลาเข้าที่ทำงานก็ใส่เชิ้ต ผ้าใบ รวบห้างม้า
แม้ดูเผินๆ จะเหมือนพวกทอมก็เถอะ แต่ถ้าต้องไปงานไหนที่ต้องแต่งสวย แม่เจ้าประคุณยอมทุ่มไม่อั้นเพื่อให้ออกมาดูดี แล้วมันก็ดูดีอย่างมันบอก เพียงแต่เขาไม่คิดว่าไอ้น้องคนนี้มันเป็นผู้หญิงไปแล้วน่ะสิ
อะไรน่ะ
จานดาวเทียมมั้ง ถามได้ ซีดีที่บอกไง เอาเงินมา สามร้อย ขาดตัว
เฮ้ย แผ่นนึงมันถูกกว่านั้นนี่หว่า
เออ นั่นแหละพี่ ถือว่าชาร์จค่าเสียเวลาหาชื่อเพลง ขับรถไปซื้อแผ่น แล้วก็เอามาวางให้ที่โต๊ะ แล้วยังจะแนะนำเพลงอีกนะ ปลายนิ้วเรียวที่เล็บตัดสั้นสะอาดจิ้มลงที่หมายเลข นี่แหละ เพลงที่พี่ชอบ
เออ ขอบใจ แต่ตอนนี้ไม่อินแล้วว่ะ คนพูดผิวปาก ขณะยัดเงินใส่มืออีกฝ่าย ตอนนี้โลกสดสวยงดงาม
ทำมาย...มีเสือปลาตาบอดเข้าลอดโพงพางละเหรอ ดุจน้ำหนึ่งลากเสียงยานคาง อย่างที่อภิวิชญ์รู้ดีว่ามันจะกวนประสาทเขา ใครหนอ ทำบุญมาน้อย
น่ะ เห็นไหม ได้พี่ไปนี่มีบุญ ไม่ได้มีบาป เขาลุกยืน หัวเราะเสียงดัง ก่อนขยี้หัวคนตัวเล็กกว่า แต่พี่ว่าพี่มีบุญมากกว่าว่ะ มีคนสวยๆ แบบนั้นเป็นแฟน
แล้วอภิวิชญ์ก็เดินไป ทิ้งรุ่นน้องให้ยืนงง กระทั่งมีใครคนหนึ่งลากไปเล่าเรื่องราวให้ทราบ
อ่องมันกิ๊กกะคุณรันลูกสาวเจ้าของตึกนั่นไง
ตึกไหน? คนเล่าเอ่ยชื่อตึกให้อีกฝ่ายได้ร้องอ๋อ ตั้งกะเมื่อไหร่น่ะพี่เศก แหม ไปต่างจังหวัดครึ่งเดือนกลับมาไม่อัพเดทเลยแฮะเรา
เห็นว่าสาวเจ้าก็ปลื้มๆ ไอ้คุณอ่องเราอยู่แล้ว แบบว่าปลื้มฝีมือ ไอ้นั่นแม่งก็ปิ๊งแรกพบ ก็แหงล่ะ หนังสือไฮโซลงรูปคุณรันออกบ่อย สวยขนาดนั้น เก่งขนาดนี้ ไอ้อ่องเรานี่เป็นหมาตกถังข้าวสวยเลยนะเว้ย
ตกถังข้าวสวยก็สุกตาย ดุจน้ำหนึ่งส่ายหัว มีแต่หนูตกถังข้าวสาร
เออ ก็ไอ้อ่องมันเป็นหมาวัด ตกถังข้าวของดอกฟ้าคนสวยไง
แหม ย่อซะ หญิงสาวถอนใจ แต่พี่อ่องก็ไม่ใช่หมาวัดนะพี่ พี่เรามันไม่ได้ต่ำต้อยด้อยศักดิ์ขนาดน้าน ถึงมันจะเป็นหมาวัด ก็เป็นหมาวัดพันธุ์บางแก้วแหละวะ ชาติเชื้อไทยแท้ มีเพ็ดดิกรี ใจนักสู้ ดุ กัดเก่ง
แน่ใจนะว่าชมน่ะเอิง
ตีความเองเน่อ เฮาบ่ฮู้บ่หัน ดุจน้ำหนึ่งหัวเราะ ก่อนเดินกลับไปที่ห้องทำงานของตัวเองในทันที
เธอนั่งลงเก้าอี้ เปิดเพลงจากเครื่องคอมพิวเตอร์บนโต๊ะ ก่อนเสียบหูฟัง ฟังเพลงสากลที่ตนเองโปรดปราน แต่เมื่อได้ยินเสียงหนึ่งดังมาจากสักที่ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก เธอก็ต้องหยุดเพลงของตัวเองไว้ ก่อนเอนหลัง หลับตา หมุนปากกาที่อยู่ในมือเล่น และถอนหายใจยาว
...ดั่งฟ้า จะแค่เพียงต้องการแกล้งกัน
ให้ฉัน ต้องพบเจอแต่ความเจ็บช้ำใจ
จนไม่รู้ว่า รักแท้หน้าตาเป็นเช่นไร
ก็ยังไม่พบเจอใคร ที่รักกันจริงสักที...
แล้วก็เหลือคนเดียวจนได้ที่โดนเพลงนี้แทงใจ ดุจน้ำหนึ่งหัวเราะ ก่อนเปิดเพลงที่ค้างไว้ฟังดังเดิม
เสียงโทรศัพท์ในห้องนอนชองอภิวิชญ์ดังทำให้เขาประหลาดใจ ปกติหมายเลขนี้นอกจากพ่อและน้องชายก็ไม่มีใครรู้อีก เพราะเป็นหมายเลขที่เขาเอาไว้ใช้กับอินเตอร์เน็ทโดยเฉพาะ เนื่องจากตอนนี้พ่อเข้าห้องนอนไปแล้วก็คงเหลืออยู่คนเดียวที่โทร ดังนั้นเขาเลยกระโดดจากเก้าอี้ทำงานขึ้นเตียงและกดรับโทรศัพท์ในทันที
ไง อ่อง สบายดีรึเปล่าวะ
เออ ไม่สบายฉันคงไม่รับโทรศัพท์แกหรอกว่ะ เขาหัวเราะ เสียงปลายทางเป็นเสียงที่เขาคุ้นเคย ทว่าเมื่อเทียบกับเมื่อสองปีก่อนมันฟังแล้วร่าเริงสดใสกว่ามาก จะโทรมาบอกว่าจะไม่กลับบ้านแล้วงั้นสิ
จะฮุบมรดกพ่อหมดใช่ไหม ฉันรู้หรอก อีกฝ่ายตอบมาเช่นนั้นทำให้อภิวิชญ์หัวเราะร่วน
มรดกล้ำค่าของพระบิดาตอนนี้ก็คงเป็นถุงกอล์ฟว่ะ เห็นแล้วหมั่นไส้ อยากแอบเอาไปเปิดท้ายขายไม้ละห้าบาทสิบบาท เขาพลิกตัวนอนบนเตียง โชคดีหน่อยที่เป็นโทรศัพท์ไร้สาย เลยไม่เมื่อยมากนัก โทรหาพ่อยัง
โทรแล้ว ตั้งแต่เมื่อหัวค่ำ พ่อบอกแกยังไม่กลับ
เออ ไปงานเลี้ยงมา อภิวิชญ์มองนาฬิกาที่เข็มสั้นไปหยุดที่เลข 12 พอดี ตอนนี้ที่นี่เที่ยงคืน ญี่ปุ่นก็คงดึกกว่า แล้วทำไมแกยังไม่นอนวะหนุ่ม
นอนเป็นกะเว้ย ดึกๆ เงียบดี
อย่าแหล ตื่นมาดูเกมโชว์โป๊เปลื้องผ้าปะเหอะ
เปล๊า เสียงฝาแฝดของเขาที่ญี่ปุ่นหัวเราะร่วน แบบนั้นอัดไว้ก็ได้ถ้าจะดู อยากดูไหมล่ะ จะเอาของเพื่อนกลับไปให้ดู
เออ เอาๆ
เอ้อ ว่าแต่เมื่อกี้ว่าไปงานเลี้ยง ไปงานไรมาวะ ใครบวช ใครแต่ง ใครตาย
โอย ถ้าบวชก็คงนอนเมาอยู่วัดแล้ว งานแต่งช่วงนี้ไม่มี งานตายก็ไม่ได้ดึกขนาดนั้น อภิวิชญ์ไล่ตอบทีละประเด็น ไปงานเลี้ยงเปิดตัวสินค้ากับคุณรัน
คุณรัน เสียงในสายดูแปลกใจอยู่มิใช่น้อย ใครวะ แฟนใหม่เรอะ
อือ ก็งั้นแหละ น่ารักนะ สวยด้วย ตอนนี้ก็แฮปปี้ดี แล้วแกล่ะหนุ่ม เป็นไงบ้าง
ไม่ค่อยได้เจอเขาเท่าไหร่ ทำไงได้ ก็เป็นแอร์นี่นะ แต่โทรหากันตลอด แม้จะเหงาแต่ก็มีคนให้คิดถึงล่ะวะ
เออ ฉันละอิจฉาแกว่ะ
อิจฉา แกอิฉาฉันทำไม แกก็มีแฟนอยู่แล้วนี่
อภิวิชญ์นิ่ง...นั่นสิ ทำไมเขาถึงพูดแบบนั้นไป เขากับคุณรันก็รักกันดีอยู่ เธอน่ารัก อ่อนหวาน ไม่ว่าจะไปไหนก็จะชวนเขาไปด้วยเสมอ แต่ไม่รู้ทำไมถึงเหมือนมีอะไรบางอย่างที่กั้นเขาเอาไว้
...เหมือนที่ว่างตรงนี้ยังไม่มีใครถมได้สักที...
เออ ช่างมันเหอะ แล้ววันศุกร์เครื่องแกจะมากี่โมง อะไรเมื่อไหร่ จงบอกบัดเดี๋ยวนี้
ปลายสายหัวเราะเสียงดังอย่างน่ากลัว อ่อง...ไปดูลิเกที่ไหนมา
วีซีดีในรถตู้บริษัท... เขาตอบสั้นๆ ก่อนจะถามเรื่องเที่ยวบินต่อจนแน่ใจ
ชายหนุ่มร่างสูงในเสื้อยืดสีเขียวขี้ม้าเดินไปบิดผ้าที่อ่างกระเบื้อง ก่อนเดินตรงมายังเตียง หลังจากเปิดหน้าต่างให้คนนอนอยู่ได้รับอากาศสดชื่น เขาวางผ้าขนหนูสีขาวลงบนหน้าผากอีกฝ่ายแผ่วเบา ก่อนนั่งลงข้างๆ ถอนหายใจแรง
ตั้งแต่ฉันกลับมาได้เดือนกว่าๆ สองเดือน เห็นแกออกไปงานกลางคืนตลอด แล้วก็ต้องตื่นมาทำงานตอนเช้า เวลานอนก็น้อยลงเรื่อยๆ ทำไมวะอ่อง ต้องไปมันทุกงานเลยหรือไง
ก็รันเขาอยากให้ไปด้วย... เขาไอค่อกแค่ก จนคนหน้าละม้ายกันต้องเดินไปหยิบแก้วน้ำใส่หลอดมาให้
แล้วเขาไม่ถามเลยเรอะว่าแกต้องทำงานไหม ไปปาร์ตี้แล้วแกจะเดือดร้อนหรือเปล่า
ก็ฉันไม่ได้บอก...
อติวิชญ์เม้มปาก เขาเริ่มรู้สึกแล้วว่าทำไมแฝดของตัวเองถึงโกรธมากนักตอนที่เขาหลงแฟน จนไม่ห่วงอะไรอย่างอื่นอีก
แล้วที่นอนซมกับบ้านนี่รู้ไหม? คนนั่งอยู่ลอยหน้าลอยตาถาม ไม่บอกอีกงั้นสิ อะไรวะ คนเป็นแฟนกันน่าจะสังเกตได้ก่อนคนอื่นดิ ไม่ใช่รอให้คนอื่นโทรบอก อันที่จริงเขาเห็นแกไม่โทรไปสองสามวันก็น่าจะโทรมาได้แล้วนะ
เขาคงยุ่ง...
โห ยุ่ง ยุ่งขนาดเห็นแฟนหน้ามืดไปต่อหน้าแล้วไม่มาถามอาการต่อเลยเนี่ยนะ นี่แกเอ๊ย วันก่อนฉันดูรายการไฮโซตอนกลางวัน ฉันยังเห็นเขาลอยหน้าออกงานอยู่เลยว่ะ
"ข่าวเก่าล่ะมั้ง"
ข่าวเก่าไร ใหม่ เช็ควันที่แล้ว อติวิชญ์สวนทันที แฟนนอนเจ็บอยู่บ้านไม่มาหา กลับไปรื่นเริงงานปาร์ตี้ เฮ้ย แกอย่าว่าฉันเลวเลยนะ แต่ฉันว่าแกไม่เหมาะกับเขาว่ะ และเขาก็ไม่เหมาะกับแก
ไมพูดงั้นวะ
ถามหน่อย ตอบตามความเป็นจริงด้วย แกไม่ได้ตั้งวงก๊งเหล้ามานานเท่าไหร่แล้ว
แม้จะแปลกใจ แต่อภิวิชญ์ก็ยังตอบ ก็...ตั้งแต่เจอรัน...สามสี่เดือนมั้ง
แล้ววันเสาร์อาทิตย์ได้นอนเล่น เล่นเกม ?
ก็...ได้ไปดูหนังกับรัน
หนังไร
ก็ โรแมนติก
ห่าสิ ! อติวิชญ์อุทานดังจนคนเจ็บตกใจ น้ำหน้าอย่างแกเหรอจะดูหนังโรแมนติก ขอถุยทีได้ไหม เห็นดูด้วยกันทีไรหลับเรื่อย ทำไมต้องเข้าโรงหนังเพื่อเอาใจคนอื่นด้วยวะ อยากดูไรก็ดูสิ
แล้วแกกะแฟนไม่ได้ชอบคนละอย่างเรอะ
เออ คนละอย่าง ฉันชอบการ์ตูนญี่ปุ่นกับไซไฟ ขานั้นเขาชอบสยองขวัญหั่นศพไม่ก็สืบสวน แบบซีรียส์ที่แกชอบอะ
แล้วตอนไปโรงหนังทำไง
ก็ไปดูหนังที่ลุค สกายวอล์คเกอร์หั่นศพชันสูตรสาเหตุการตายดาร์ธเวเดอร์พ่อบังเกิดเกล้า คนมีแฟนเป็นแอร์ยักไหล่ ล้อเล่น ก็ไปดูด้วยกัน ตาฉันเขาดูด้วย พออีกครั้งตาฉันเขาก็ดูด้วย ไม่ใช่ดูแต่ของตัวเองชอบอย่างเดียวจนแฟนไม่ได้ดู เออ แล้วได้ไปต่างจังหวัดไหม
ไปเฉพาะงาน...เสาร์อาทิตย์รันเขาเที่ยวแต่ในกรุงเทพ
บ้า ทนได้ไงวะ เมื่อก่อนเป็นต้องแรดออกต่างจังหวัดทุกอาทิตย์ แล้วไม่ถ่ายรูปอีกรึไง ขอเดาว่าก็ไม่ได้แตะกล้องอีกใช่มะ
อือ
เฮ้ยอ่อง ถ้าเขาไม่คิดถึงใจเราเลยก็อย่าไปรักเขาเลยว่ะ ไม่รอดหรอก ดูฉันสิ รักกันมาตั้งหลายปี ท้ายที่สุดก็จบแบบนั้น รักที่ทุ่มไปฝ่ายเดียวยังไงมันก็ไม่ได้ประสบผลอะไรเลยนะ ฉันก็พอเข้าใจที่ว่าแกพยายามเปลี่ยนตัวเองเพื่อเขา แต่ถ้าเปลี่ยนจนไม่เหลือตัวแกที่เป็นแก เป็นไอ้อ่องห่ามๆ แล้วแกจะทนได้เรอะ ต้องอยู่เหมือนเป็นแกนกระปุกออมสินรูปหมู ทำจากเศษหนังสือพิมพ์ทาแป้งเปียก พอใช้เสร็จแล้วก็เอาเข็มจิ้มลูกโป่งแตก ท้ายสุดก็เหลือแต่เปลือก แกอยากเป็นงั้นหรือวะ
อติวิชญ์พูดด้วยน้ำเสียงเข้ม และใบหน้าเครียดจนอภิวิชญ์ต้องนิ่งฟัง
คนเราน่ะ มันปรับตัวเองเพื่อให้เข้ากับคนที่เรารักได้ แต่ถ้าเขาต้องการให้แกเปลี่ยน...อย่าเลยว่ะ อย่ารักคนแบบนั้น เขาไม่ได้รักเราจริงหรอก เขารักเราที่เขาสร้างให้เป็นได้ต่างหาก
อติวิชญ์มองแฝดของตัวเองนิ่ง อีกฝ่ายถอนใจและหลับตาคล้ายจะนอน ทำให้เขาลุกจากเตียงและเดินออกจากห้องไปเงียบๆ ปล่อยให้พี่ชายของตนเองได้ครุ่นคิด
...และอภิวิชญ์ก็เริ่มคิด ว่าตอนนี้เขาฝืนตัวเองไปหรือเปล่า...
ช่วงเดือนที่ผ่านมาดุจน้ำหนึ่งรู้สึกแปลกๆ ที่จู่ๆ อภิวิชญ์กลับมาเฮฮา ชวนเพื่อนเมาหัวราน้ำอีกครั้ง โดยเฉพาะวันหยุดยาวๆ ที่ไม่มีงาน ก็จะพาขึ้นป่าขึ้นเขา ไปเมาบนดอย กลับมาก็เอารูปมาฝากมากเหลือเกิน กระทั่งต้องไรท์ลงแผ่นดีวีดีเพราะเครื่องโน้ตบุ๊คพาลจะเต็มเอา
ยิ่งไปกว่านั้นพอถึงวันศุกร์เขากับบรรดาเพื่อนทั้งโสดและไม่โสด ก็พาไปกินเหล้ากันหลังจากเลิกงาน ปกติแล้วอภิวิชญ์จะไม่ได้เมาสักเท่าไรนัก เพราะมีหน้าที่ต้องขับรถพาทุกคนไปหย่อนที่หน้าบ้าน ทว่าวันนี้ไม่ใช่... ดุจน้ำหนึ่งถึงต้องขับรถมาจอดหน้าร้านตามที่มีคนโทรไปบอก
เฮ้ยๆ เอิงๆ มานี่หน่อย มาเอาไอ้อ่องไปที
เธอเบิกตากว้าง มองคนที่เมาจนตัวอ่อนปวกเปียก
ไหงเป็นงี้อะ
ไม่รู้มันเป็นเหี้ยอะไร เพื่อนคนหนึ่งตอบด้วยเสียงอ้อแอ้ ปกติไม่แดกเหล้า วันนี้แม่ง...ซัดยังกะน้ำเปล่า สงสัยกินย้อมใจเพราะอกหัก
อ้าว อกหัก?
เอิงไม่รู้หรือว่ามันเลิกกับคุณรันแล้ว
ถ้ารู้จะถามพี่เหรอ... เธอตอบเสียงสะบัด หงุดหงิดที่จู่ๆ โดนเรียกออกมาทั้งที่กำลังจะนอน แล้วทำไมไม่ลากกันกลับคอนโดไปล่ะ
ก็ดูโน่นสิ คนที่ดูมีสติครบถ้วนชี้นิ้ว ไอ้เจ้าของห้องก็เมาแอ๋อย่างนั้น ไม่รู้แม่งเอาการ์ดเข้าห้องไปไว้ไหน นี่คงลากกันไปห้องพี่ให้หมด
ทำไมไม่เอาพี่อ่องไปด้วยล่ะ
ก็มันไม่สบาย...พ่อกับหนุ่มก็ไปเยี่ยมญาติต่างจังหวัด บ้านไม่มีใครอยู่เลยน่ะ เขาตอบเสียงอ่อย เหมือนมันจะไข้ขึ้นด้วยแน่ะ เห็นเราอยู่ใกล้สุด
ดุจน้ำหนึ่งไม่พูดอะไร เพียงทำหน้าดุ และฟาดอีกฝ่ายจนเซถลา ก่อนวิ่งไปดูคนที่นั่งยังเก้าอี้หน้าร้าน เสียงเพลงจากภายในทำให้หนวกหู ยังไม่นับแสงสีต่างๆ ที่สาดไปมาชวนปวดตา เธอดูแล้วก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคนถึงมาที่แบบนี้กัน ให้เธอตั้งวงก๊งเหล้าน่ะได้ แต่ไม่คิดมากินที่แบบนี้เด็ดขาด
พี่มองอะไรอยู่ มาเอาพี่อ่องขึ้นรถหนูสิ หญิงสาวกอดอก ก่อนกดเปิดรถดูทั้งหมดช่วยกันหามคนเมาไม่ได้สตินั่งที่เบาะหน้า
แล้วจะเอาขึ้นห้องยังไงล่ะเอิง
ทีตอนเรียกหนูมาใช้งานเรียกได้นะ ทำไมไม่คิดบ้างล่ะ?
ขอโทษ
ช่างเหอะ ดุจน้ำหนึ่งโบกมือ ดีที่เพื่อนห้องข้างๆ เอิงยังไม่นอน เดี๋ยวจะโทรเรียกมันมาหิ้ว
เธอขึ้นรถไป โดยมีพี่ชายทั้งหลายปิดประตูให้ราวเป็นพนักงานร้าน
ดุจน้ำหนึ่งจอดรถติดไฟแดงแล้วก็อดเหลือบมองคนที่หลับอยู่ข้างๆ ไม่ได้ เธอวางมืออังหน้าผากแล้วถึงรู้ว่าร้อนจริงๆ อย่างที่บอกเอาไว้ อันที่จริงเธอเห็นอภิวิชญ์มานาน...นานพอจะรู้ว่าถ้ามีเรื่องไม่สบายใจเขาจะดื่ม ดื่มจนหลับไป แล้วก็เป็นไข้ ตัวร้อนจัด คนไม่คุ้นเคยก็จะตกใจ นึกว่าป่วยมาก แต่จริงๆ ก็ไม่มีอะไร
ครั้งก่อนที่เห็นเมาจนสลบก็ตอนที่ฝาแฝดของอภิวิชญ์มีปัญหาชีวิต ตอนนั้นแทบกินไม่ได้ นอนไม่หลับ กินเหล้าหัวราน้ำอยู่ราวสองอาทิตย์ หลังจากนั้นก็กลับมาเป็นปกติ แต่ก็ดูไม่มีความสุขเท่าที่ควร กระทั่งอติวิชญ์ได้ไปทำงานที่ญี่ปุ่น คนข้างๆ เธอถึงสดใสขึ้นมาบ้าง และยิ่งสดใสยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อมีแฟน
...แต่ไม่รู้ทำไมตอนนี้กลับมอดแสงเป็นถ่านเก่าเช่นนี้หนอ...
...อภิวิชญ์รู้สึกร้อนเหมือนมีใครมาก่อกองไฟในตัว...
เขาเห็นฝาแฝดเดินเข้ามาหาพร้อมพ่อ เข้ามาพูดอะไรมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแฟน ครอบครัว เรื่องงาน แล้วไหนจะเรื่องผ่อนรถ จากนั้นเห็นเพื่อนๆ ที่บริษัทมันล้อว่าเป็นหมาหัวเน่า โดนแฟนทิ้งอีกแล้ว แถมคราวนี้ตกจากเมฆของดอกฟ้า เลยเจ็บหนัก
...แต่จริงๆ แล้วเขาก็แค่เสียใจ เพราะขาดคนที่เหมือนจะรักกันไปเท่านั้นเอง...
ตลอดเวลาที่ใครต่อใครมาพูดในหัวว่าสมน้ำหน้า เขายักไหล่ ทำท่าไม่สนใจใส่พวกมันไปเสียด้วยซ้ำ อภิวิชญ์รู้สึกว่าเสียน้อยกว่าได้ เขาเสียแฟน เสียคนที่จะคอยโทรหาคอยทำตัวหวานสวีททุกวันไป แต่ไม่รู้ทำไมใจมันลิงโลด...เมื่อได้อิสระคืนมา
เหมือนก่อนหน้านี้เขาพยายามผูกใจตัวเองไว้กับคนๆ หนึ่ง พยายามอย่างยิ่งที่จะมีใครอีกคนอยู่ข้างๆ และเมื่อพยายามมากไปก็เหนื่อย เจ็บ ท้อ และท้ายที่สุดก็เป็นเช่นนี้
ถ้าพี่รักคุณรันก็ไม่เห็นต้องมาท้ออะไรนี่
ไอ้เอิงบอกเขา ตอนที่มันชงกาแฟให้
ถ้ารักก็ไม่มีอะไรต้องกลัว และถ้ารักจริงพี่จะไม่รู้สึกท้อเลยล่ะ แต่ทำไมตอนนี้พี่เป็นงี้ คิดบ้างหรือเปล่า
...ไม่รู้... ตอนนั้นเขาตอบมันไปแบบนี้
คนรักกันจริงอะนะ ต่อให้ต้องเหนื่อยแค่ไหนมันก็ต้องทนได้ ถามพี่คำเหอะ ตอนนี้พี่รักคุณรัน หรือพยายามจะรักเธอ เพราะคุณรันเป็นคนที่พี่คิดว่าจะรักเขา และเขาจะรักพี่ได้
เขาไม่กล้าตอบคำถามแทงใจของดุจน้ำหนึ่ง
คนรักกันไม่ใช่คณิตศาสตร์ว่าด้วยหลักความน่าจะเป็นนะพี่ ไม่ใช่คนนี้น่าจะรักได้ หรือคนนี้ไม่น่าจะรักได้ ดุจน้ำหนึ่งมองเขา ก่อนยื่นแก้วกาแฟให้ ก็เหมือนกาแฟแหละ กาแฟสอง น้ำตาลหนึ่ง ครีมสอง ชงไปคาดว่าน่าจะอร่อย แต่พอดื่มจริงๆ แล้วไม่ชอบ มันก็ต้องหาอะไรเติมสิ่งที่ขาด
หรือไม่ก็ไม่ถูกโรคกับกาแฟชนิดนี้ ก็ต้องเปลี่ยนใหม่ มันยักไหล่ เห็นมะ ท้ายสุดถ้าไม่ชิม ไม่ใช้ความรู้สึกลงไปตัดสิน พี่ก็ไม่รู้อยู่ดีว่ามันอร่อยหรือเปล่า
เขารู้...ทำไมเขาจะไม่รู้ เพียงแต่เขาโหยหา...ต้องการใครสักคนที่มาอยู่ใกล้ๆ กัน เป็นคนสุดท้าย ที่ไม่ต้องเดินไปคนเดียวแล้วตามหาใครสักคนอีก อยากมีคนๆ เดียวที่จะเดินไปด้วยกันจนวันสุดท้าย เขาแค่อยากจะเจอคนนี้จริงๆ
ชีวิตคนเราไม่รู้จะตายวันตายพรุ่ง อย่างน้อยก็ไม่อยากจะตายคนเดียว...มันเหงาเกินไป
อภิวิชญ์ค่อยๆ ลืมตาเมื่อรู้สึกว่ามีอะไรเย็นๆวางอยู่บนหน้าผาก เพดานสีสว่างดูไม่คุ้นตา เพราะห้องของเขาเป็นสีเทาน้ำเงิน เข้มขรึม อย่างที่ชอบ และมันก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกเหงาทุกครั้งที่ต้องอยู่ในห้องลำพัง ใครคนหนึ่งที่อยู่เหนือร่างทำให้เขายิ่งสงสัย เงานั้นย้อนแสงจนเป็นเป็นภาพมืดและมัว ทว่าคนผู้นั้นเหมือนจะไม่สนใจเขา นอกเสียจากจะค่อยๆ ซับผ้าเช็ดใบหน้า
...นี่กระมังที่ทำให้เขาตื่น...
เขาได้ยินเสียงเพลงในห้องเงียบไป พลันได้ยินท่วงทำนองและเนื้อร้องที่คุ้นเคยดังขึ้น ชายหนุ่มหลับตาอีกครั้ง ฟังเพลงที่ทำให้ตนเองต้องน้ำตาไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้...
เพราะมันคือเพลงที่ราวกับเป็นความรู้สึกของตนเอง
...จะมีไหมสักคน มาเปลี่ยนชีวิตของฉัน เธอคือใคร
ที่จะรักจริง ไม่ทอดทิ้งกัน อยากจะรู้
จะมีไหมสักใจ จะได้เจอเธอ อยากรู้เธอคือใคร
ที่จะเป็นรักสุดท้าย ของฉันจริงๆ สักที...
อ้าว เสียงหนึ่งอุทานเมื่อเขายกมือปิดตา
อภิวิชญ์พยายามจะยันตัวขึ้น รู้สึกเหมือนหัวตัวเองร้าว...ร่างกายทุกส่วนก็ปวดแปลบเมื่อขยับ ใครคนหนึ่งที่อยู่ข้าง หยิบหมอนสอดเข้าหลังเขาในทันที และเขาก็ได้ยินเสียงคนผู้นั้นบิดผ้า ก่อนเอามันมาแตะที่หน้าเขาเบาๆ
นอนต่อสิพี่ ตื่นมาทำไม เพิ่งจะตีห้าครึ่ง พรุ่งนี้วันหยุดนี่
เมื่อพยายามลืมตามอง เขาก็เห็นคนคุ้นเคย... ดุจน้ำหนึ่งจ้องหน้าเขา เอาผ้ากลับไปบิดอีกครั้ง ก่อนวางมันลงบนมือ
พี่อ่องเช็ดหน้าเองก็แล้วกัน ตื่นมาก็ดี จะได้กินข้าวต้มหน่อย แล้วก็กินยาลดไข้ เธอถอนหายใจ ก่อนดึงที่รัดผมออกมามัดมวยผมยุ่งๆ ของตนเองอีกรอบ เมื่อกี้ไม่รู้ว่าเพ้อเพราะเมาหรือเพ้อเพราะไข้ ครางฮือๆ อย่างกับนกพิราบสนามหลวง
เขามองคนที่ใส่เสื้อยืดตัวโคร่งๆ นุ่งกางเกงเลสีเชียวเข้ม แล้วก็มัดผมทรงที่เรียกได้ว่า ป้า ด้วยความประหลาดใจ
พี่เป็นอะไรไป เขาถามเสียงเบา แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะรู้ว่าเขาปวดหัวหนัก เลยยิ้มเยาะ ก่อนเดินมานั่งยองๆ ใกล้เก้าอี้นวมตัวยาว และพูดเสียงดังข้างหู
เมา ! ดุจน้ำหนึ่งหัวเราะ เมื่อเห็นคนนั่งอยู่ยกมือกดขมับ
พี่เมาเหมือนหมาเลยล่ะ หนที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ที่ต้องเช็ดอ้วกพี่ เหม็นห้องฉิบ ดีอย่างที่ไม่ปล่อยออกมาในรถ แล้วก็ไม่ได้อ้วกรถเสื้อตัวเอง ไม่งั้นหนูก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเปลี่ยนเสื้อให้พี่ได้ยังไง
พี่เมามากเลยรึ
ถ้าไม่เมาพี่คงจำได้แล้วไม่ถามหนูหรอกว่าทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ จริงไหม ? เธอเดินไปที่ตู้ หยิบผ้าที่พับไว้อย่างเป็นระเบียบออกมา ก่อนโยนให้เขา นี่เสื้อยืด กางเกงเล พี่คงใส่ได้ อาจจะเต่อนิดหน่อย แล้วจะอาบน้ำหรือเช็ดตัวก็ตามสบาย โน่น ห้องน้ำอยู่ตรงโน้น เขามองตามนิ้วมือชี้และพยักหน้าช้าๆ
ขอบใจว่ะเอิง
ไม่เป็นไร ชินแล้ว อีกฝ่ายตอบเสียงแข็ง หนูไปเจียวไข่เปิดผักกาดกระป๋องก่อนก็แล้วกัน พี่เปลี่ยนเสื้อเสร็จแล้วมานอนอีกสักพัก สายๆ บ่ายๆ ค่อยกลับบ้านเดี๋ยวขับรถไปส่ง ถ้าลุงเดชยังไม่มาจะนั่งเป็นเพื่อนก่อนก็ได้
ยังไม่ทันที่จะพูดตอบดุจน้ำหนึ่งก็หายเข้าครัวไป
อภิวิชญ์ค่อยๆ ลุกยืน มองรอบห้องสีอ่อนๆ ด้วยความรู้สึกเหมือนผิดที่ผิดทาง เพราะแม้จะรู้จักดุจน้ำหนึ่งมานาน ทว่าเขาไม่เคยมาที่ห้องรุ่นน้องเลยสักครั้ง เพราะมันเป็นผู้หญิง...เหมาะที่ไหนที่เขาจะมาห้องมัน แล้วไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมมันถึงยอมลากเขามาห้องได้
สมัยเรียนเขาก็เคยอกหักจนต้องพึ่งดุจน้ำหนึ่งมาหลายหน ก็ได้ไอ้น้องคนนี้ไปนั่งร้านเหล้าเป็นเพื่อน คอยด่าเขาเวลาอารมณ์ขึ้น และคอยปลอบเวลาเสียใจจนไม่รับรู้เรื่องราวใดๆ จากนั้นก็โทรเรียกเพื่อนมารับให้พากันกลับหอโดยสวัสดิภาพ พอเช้ามาก็ยังซื้อของเปรี้ยวๆ มาให้กินเพื่อให้หัวโล่ง
อันที่จริงผู้หญิงคนเดียวที่อยู่ข้างๆ เขาแล้วไม่ได้บอกให้เขาเปลี่ยนอะไรเลยก็มีแต่มัน
จริงๆ คนที่ทำอะไรต่อมิอะไรให้เขาโดยแทบไม่ต้องร้องขอก็มีแค่มัน แล้วเวลาที่เขาประสบความสำเร็จ คนๆ เดียวที่ไม่มาขอแบ่งความสุขนั้นก็เป็นคนเดิม... คนที่จะก้าวเข้ามาตอนที่ไม่มีใคร
คนที่อภิวิชญ์เห็นชัดตอนเหลือตัวคนเดียวและลืมเลือนเมื่อมีคนอื่นรอบกายมากมาย
จนถึงตอนนี้ ที่เขาต้องมาพึ่งดุจน้ำหนึ่งอีกครั้ง ทำให้เขาคิดว่าตลอดเวลาเขาไขว่คว้าหาคนที่จะมาห่วงใยไปทำไม ทั้งๆ ที่เพื่อนที่ดีที่สุดก็อยู่ตรงนี้มาตลอด
...มีแต่เขาเท่านั้นที่ไม่เคยมองเห็นเลย...
อภิวิชญ์เดินออกจากห้องน้ำ พับเสื้อผ้าเก่าวางไว้ในตะกร้า เดินตรงไปที่ครัวหมายว่าจะขอถุงสักใบเอากลับไปซักที่บ้าน แต่เขาก็ค่อยๆ เดินชมห้องแทนที่จะรีบจ้ำไป
อันที่จริงก็รู้อยู่ว่าห้องนี้เป็นของขวัญที่ดุจน้ำหนึ่งได้จากลุงและป้าหลังจากจบใหม่ๆ เพราะว่าบ้านอยู่ต่างจังหวัด แต่ต้องทำงานที่กรุงเทพมหานคร ครั้นจะให้ไปอยู่บ้านของตนเองก็อยู่คนละฟากเมือง เลยตัดสินใจซื้อห้องให้เป็นของขวัญหลาน โดยเลือกที่อยู่ใกล้ๆ ที่ทำงาน ดุจน้ำหนึ่งเลยมีที่นี่เป็นบ้าน และนานๆ ทีถึงจะกลับต่างจังหวัด เขาและพวกที่ทำงานยังได้เคยไปสวนกินผลไม้ฟรีอยู่สองสามครั้ง
ชายหนุ่มเดินเลาะไปตามโต๊ะที่ตั้งรูปถ่ายใส่กรอบเอาไว้ มีทั้งรูปพ่อกับแม่ของเจ้าของห้อง รูปน้องสาวอีกสองคน แล้วที่คุ้นตาเช่นรูปซึ่งวางบนโต๊ะเขาเหมือนกัน คือรูปตอนอภิวิชญ์รับปริญญา มีรุ่นน้อง เพื่อนบัณฑิตมาถ่ายรูปด้วยกัน แน่นอนว่าในนั้นมีดุจน้ำหนึ่งที่โดนเขาเอาคางวางบนหัวอยู่ด้วย
ในบรรดาน้องผู้หญิงก็มี ไอ้เอิง นี่แหละที่คุยด้วยแล้วสบายใจที่สุด
อภิวิชญ์หยุดยืนอยู่หน้าครัวแต่ไม่กล้าเรียกอีกฝ่าย ได้แต่ยืนมองคนคุ้นเคย ในภาพลักษณ์ที่ไม่คุ้นตา ดุจน้ำหนึ่งที่เขารู้จักนั้น...ถ้ามันไม่ทำตัวเท่จนผู้ชายหวั่นว่าจะเป็นทอม มันก็จะสวยพริ้งเหมือนผีสิงให้มันแต่งสวย
ทว่าตอนนี้มันกลับดูโทรมๆ หน้ามันสะท้อนแสงไฟ คิ้วขมวด ดูอมทุกข์ ไม่เหมือนกับคนที่ยิ้มและหัวเราะใส่เขาเป็นปกติ จนเขาจำได้แต่ว่าถ้าเจอคนๆ นี้ เขาจะมีความสุข หัวเราะได้ทุกครั้ง
พอคิดจะเรียกอีกฝ่ายอภิวิชญ์ก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นคนที่ยืนทำครัวอยู่ จู่ๆ ก็วางมีดที่ซอยหอมแดงใส่ไข่เตรียมเจียวให้เขา จากนั้นก็เอามือป้ายตา หอบหายใจไม่เป็นจังหวะ
...ไอ้เอิงมันร้องไห้...
เฮ้ย เป็นไรไป
ดุจน้ำหนึ่งสะดุ้ง ปาดน้ำตามองเขาด้วยสายตาดุๆ ทำเอาอภิวิชญ์ตกใจเหมือนกันว่าทำไมจู่ๆ ทักออกไป
แสบตาเหรอ พี่หั่นให้ไหม ?
เดินให้ตรงๆ ก่อนเถอะพี่อ่อง ค่อยมาช่วยหนูซอยหอม เธอหัวเราะ ไปนั่งรอไป เดี๋ยวยกไปให้ แล้วจะได้กินยา
เออ ขอบใจ ที่จำได้ว่าพี่ชอบไข่เจียวหอมซอย เอาหอมเยอะๆ ไข่กรอบๆ นะ
รู้แล้ว เรื่องมากจริง ถ้าไม่คิดว่าเป็นคนป่วยก็คงไม่มาปอกมาซอยหอมให้จนแสบตาอย่างนี้หรอก คนพูดเดินไปที่อ่างล้างจาน ล้างมือ ล้างสบู่ ก่อนวักน้ำล้างหน้าตัวเอง
พี่ไปนั่งรอไป เปิดทีวีดูก็ได้ คนป่วยพยักหน้า ก่อนเดินไปแต่โดยดีตามคำสั่ง
อภิวิชญ์กระแทกตัวนั่งลงบนเก้าอี้นุ่ม ก่อนกดเปิดทีวี เอนหลังดูรายการธรรมะตอนเช้าด้วยใบหน้าเคร่งเครียด หงุดหงิดอย่างรู้สาเหตุ...
ไอ้เอิงมันคิดว่าเขาเป็นเด็กหรือไงที่แยกอาการคนร้องไห้ไม่ออก หรือเขาเพิ่งรู้ว่าคนร้องไห้เพราะปอกหอมแดงมันมีการสะอื้นด้วย...
ไม่ใช่เด็ดขาด
เอิงมันร้องไห้เพราะเขา เขาทำให้มันทุกข์ เหมือนตอนเรียนที่ไปนั่งกินเหล้าเพราะอกหัก แล้วมันร้องไห้จะเป็นจะตาย พร่ำบอกให้เขาเลิกดื่มเหล้าเสียที ขอก็แล้ว ไหว้ก็แล้ว จนท้ายสุดก็ต้องด่า แต่เขาก็ไม่เลิก ยังสั่งขวดใหม่มาดื่ม กะจะให้ตายกันไปข้าง
กระทั่งมันบอกว่าถ้าไม่เลิกมันก็จะดื่มด้วย แถมยังขู่...ว่าให้มันเมาเสียทั้งคู่ คนหนึ่งเมาหลับกับโต๊ะ อีกคนโดนผู้ชายโต๊ะข้างๆ ลากไปข่มขืน เขาถึงจะพอใจใช่ไหม
พอพูดแบบนั้นเขาก็ชะงัก มองมันที่ด่าทั้งน้ำตานองหน้า แล้วก็เลิกดื่ม บอกให้โทรเรียกเพื่อนมารับ
เมื่อได้คิดจริงๆ แล้วเขาก็มีผู้หญิงที่ห่วงเขามากอยู่นี่นะ คนที่หัวเราะให้เขามีความสุข คนที่ยิ้มเสมอเพ้อให้เขาสบายใจ...กระทั่งบางครั้งต้องร้องไห้เพราะเรื่องของเขา
แล้วตลอดมาเขาไขว่คว้าหาใครกัน?
พี่อ่อง มานั่งที่โต๊ะได้แล้ว เสียงดุจน้ำหนึ่งเรียกให้ไปยังโต๊ะญี่ปุ่นที่วางอยู่ เขาเดินกลับไปที่ครัว ตั้งใจจะช่วยยกจานชามอื่นๆ แต่อีกฝ่ายก็เอาใส่ถาดยกมาทีเดียวและเร่งเดินไปวาง เขาเลยไม่ทันได้ช่วย
อภิวิชญ์นั่งขัดสมาธิ พลางมองคนที่กำลังลำเอียงถ้วยชามวางบนโต๊ะ เจ้าห้องห้องวางถาดลงข้างตัว ก่อนส่งช้อนสั้นให้เขา
กินเข้าไป แล้วกินยา จะได้หายไวๆ กลับไปบ้านทั้งที่มีไข้เดี๋ยวพ่อกับพี่หนุ่มก็ห่วง
เอิง... เขาคนข้าวต้มร้อนๆ รอให้มันเย็นลง ขอบใจที่ห่วงพี่นะ
ไม่ต้องขอบใจอะไรหรอกพี่อ่อง เธอหัวเราะ รู้จักมักจี่กันแล้วไม่ห่วงใยอะไรกันเลยก็แปลกแล้ว
แต่พี่ทำเราเดือดร้อนหลายหน
รู้แล้วก็ดี ทีหลังก็อย่าทำอีก ดุจน้ำหนึ่งสวนทันทีด้วยรอยยิ้มเย็น ถ้าวันหนึ่งหนูอยู่ตรงนี้ไม่ได้อีกแล้ว คอยช่วยพี่ไม่ได้อีกพี่ก็ยังอยู่ได้ ถ้าพี่ไม่ทำเรื่องเดือดร้อนรู้ไหม
พูดเหมือนจะไปไหน
ดุจน้ำหนึ่งยิ้ม...ทว่าเศร้ากว่าที่เขาเคยเห็นมากมายนัก
ไมได้ไปไหน ไม่ได้ลาตายด้วย เพียงแต่พูดให้ฟัง เธอถอนหายใจ ก่อนตัดไข่เจียววางใส่ชามข้าวของคนนั่งตรงข้าม ถ้าอนาคตพี่มีคนที่จะมาอยู่ข้างๆ พี่ แล้วพี่ยังทำให้เขาเหนื่อย ทำเขาเสียใจ ก็คงไม่มีใครเขาอยู่ข้างพี่หรอก
โดยเฉพาะพ่อของพี่กับพี่หนุ่ม พี่ก็รู้ตอนพี่หนุ่มมีปัญหาพี่เจ็บแค่ไหน แล้วพี่อยากมีปัญหาให้พี่หนุ่มเจ็บอย่างพี่หรือ ? เขาไม่กล้าหลบดวงตาคู่นั้น...ก็ได้แต่มอง และฟังดุจน้ำหนึ่งพูดไปเรื่อยๆ ทำให้คนที่รักพี่ต้องเจ็บ ต้องเสียใจมันบาปนะพี่
รู้แล้ว
การสนทนาหยุดแค่นั้น กระทั่งเวลาผ่านไปพักหนึ่ง รายการธรรมะจบไป เปลี่ยนเป็นข่าวเช้า ดุจน้ำหนึ่งยกจานชามไปเก็บ และเอาแก้วน้ำพร้อมยามาให้ และตอนที่กำลังจะทานยาเขาก็เห็นอีกฝ่ายหาวหลายครั้ง
เอิงได้นอนบ้างรึยัง ?
คนที่ต้องตอบเบิกตากว้าง ไม่พูดอะไร แต่เขาเห็นดุจน้ำหนึ่งทำท่าเหมือนพยายามจะทำตัวให้ดูสดชื่น ทั้งๆ ที่ความอิดโรยฉายชัด
เอิงได้นอนบ้างรึยัง ? เขาถามเสียงแข็ง
นอนแล้ว ก่อนออกไปรับพี่
แล้วหลังจากนั้นล่ะ อภิวิชญ์จ้องเขม็ง อย่าโกหก
ดุจน้ำหนึ่งถอนหายใจ ยังเลย...พี่อ่องไข้ขึ้น จะหลับก็ไม่กล้า แถมเพ้อด้วย ก็เลยเปิดเพลงไปเรื่อยๆ เผื่อพี่จะสงบลง แล้วก็ได้ผลด้วยนะ ตอนนี้พี่ไปนอนต่อเถอะ พอพี่ตื่นแล้วจะขับรถไปส่ง อย่าหนีไปเองนะ กลัวไปตายกลางทาง กลายเป็นศพไร้ญาติ
พี่นอนพอแล้ว เราแหละไปนอน
ไม่เป็นไร หนูทำงานโต้รุ่งบ่อย คนพูดยืนยัน
แต่ก็ไม่ได้ต้องมานั่งดูแลคนป่วยแบบนี้ เขาเถียง เอิงเข้าไปนอนในห้องเถอะ พี่อยู่ตรงนี้แหละ ไม่ไปไหนหรอก เดี๋ยวจะโทรบอกพ่อ แล้วเอิงตื่นเมื่อไหร่พี่ค่อยกลับ
พี่อ่อง...
เชื่อพี่ พี่สัญญา ไม่หนีกลับแน่ จะนอนตรงนี้แหละ เจ้าของห้องถอนใจ ก่อนเดินกลับเข้าไปหลังประตูบานไม้ด้วยท่าทีพะวงอยู่ไม่น้อย หากเมื่อเห็นคนป่วยนอนแต่โดยดีก็รู้สึกวางใจ
ดุจน้ำหนึ่งเสียบหูฟังฟังเพลงทำงานพลางนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้น หลังจากนั้นผ่านมาราวสามเดือนอภิวิชญ์ก็เป็นปกติ ไม่มีอาการซึมเศร้า กลับเป็น ไอ้อ่อง ของทุกคนอีกครั้งหนึ่ง โดยการหาเรื่องตลก และพากันส่งเสียงดังกันแทบทุกวัน
...เหมือนวันนี้...
อันที่จริงเสียงเฮฮาจะไม่หนวกหูเช่นที่เป็นอยู่ตอนนี้ ทว่าเสียงคนโห่และเสียงปรบมือ รวมถึงเสียงผิวปากยังดังลอดเข้ามาจนเธอต้องเร่งเสียง โดยไม่สนใจว่าเสียงเหล่านั้นจะเกิดเพราะอะไร ด้วยที่ทำงานเธอก็มักจะมีเรื่องเฮฮาเป็นปกติอยู่แล้ว
ทว่าสิ่งที่ทำให้เธอต้องชะงัก เงยหน้าจากจอคอมพิวเตอร์กลับกลายเป็นช่อดอกไม้สวยหรูช่อใหญ่ ที่วางอยู่บนโต๊ะของตัวเอง หญิงสาวเงยหน้า มองคนตัวสูงที่จับปลายช่อดอกไม้ไม่ยอมวางด้วยความประหลาดใจ
มาวางทำไม เกะกะ ดุจน้ำหนึ่งดึงหูฟังออก โต๊ะตัวเองก็มีนี่ หนุ่มที่ไหนให้ดอกไม้พี่มาเรอะ แหมดีนะ เดี๋ยวนี้มีคนปลื้มไม่จำกัดเพศ
ของเอิงแหละ
หือ? เธอขมวดคิ้ว ของใครนะ
ของเอิง คนพูดตอบสั้นๆ ถ้าเธอตาไม่ฝาด เหมือนอภิวิชญ์ไม่กล้าสบตาเธอเสียด้วยซ้ำ พี่ซื้อมาให้
เอามาทำไม?
อ้าว อีกฝ่ายร้องลั่น หันไปมองคนที่เกาะประตูดูอยู่เป็นสิบ ก่อนหันมาบอก เอ้อ...ก็ขอบคุณ
เรื่องไร
ดูคนยืนค้ำหัวเธออยู่จะดูหงุดหงิด...ขมวดคิ้ว
ก็ที่ดูแลพี่ตอนไม่สบาย
ต๊าย สามเดือนแล้วเพิ่งนึกออกหรือไงเนี่ย เธอหัวเราะเสียงใส ก่อนรับช่อดอกไม้สีชมพูถือไว้ ขอบคุณค่ะ เปลี่ยนเป็นเลี้ยงเหลาสักมือก็ดีนะเฮียนะ
แล้วก็จะขออะไรด้วย
ขอ?...ช่อเดียวเอาอะไรหนักหนา ไม่ได้มีโปรโมชั่นลดแลกแจกแถมนะพี่
เหรอ... อภิวิชญ์นั่งลงบนขอบโต๊ะ แล้วต้องเอาอะไรให้เอิงล่ะ ถึงจะยอมเป็นแฟนพี่
ดุจน้ำหนึ่งเบิกตากว้าง มองหน้าคนพูด ฟังเสียงคนที่แอบดูอยู่โห่ร้องเสียงดังลั่นๆ ก่อนที่จะรู้สึกเหมือนไข้ขึ้นได้ในเวลาไม่กี่วินาที
ตกลงว่าไงล่ะเอิง คนถามอมยิ้ม ดวงตาเป็นประกายระยับ
ดุจน้ำหนึ่งถอนหายใจ ก่อนลุกยืน มองหน้าคนที่คุ้นเคยกันมานาน
พูดไปนี่ไม่อาย ไม่ระคายปากเลยเรอะ
ด้านได้อายอด อภิวิชญ์กอดอก
กล้าขอผู้หญิงที่เคยเห็นตัวเองเมาอ้วกเป็นแฟนเนี่ยนะ ไม่คิดจะมีมาดหรือไงพี่
โฮ้ย มีไปทำไมมาดน่ะ เอิงก็รู้อยู่แล้วว่าพี่เป็นไง ดีซะอีกไม่ต้องเปลี่ยนอะไรให้วุ่นวาย
แต่ถ้าเป็นบางเรื่องที่สันดานไม่ดีก็กรุณาเปลี่ยนด้วยนะคะ ดุจน้ำหนึ่งยิ้มกว้าง โอเคมะ
ก็ได้ อยากได้อะไรบอกมาก็แล้วกัน จัดให้
หญิงสาวขมวดคิ้ว ไล่มองชายหนุ่มตั้งแต่หัวจดเท้า ก่อนยกมือและชี้นิ้วไปข้างหน้า
จะเอานี่ เธอแตะนิ้วลงเหนืออกซ้ายของอีกฝ่าย ไม่ให้ก็ไม่ตกลง แฟร์ไหม ?
แฟร์ดี เขาหัวเราะ ก่อนดึงช่อดอกไม้วางบนโต๊ะ และเดินมากอดคนตัวเล็กกว่าไว้แน่นอย่างไม่สนใจเสียงลิง ค่าง บ่าง ชะนี ที่ส่งเสียงหวีดหวิว โห่ฮาน่าหมั่นไส้
ยังอยู่ในช่วงพิจารณานะพี่อ่อง ยังไม่ตกลง
รู้แล้วๆ
อภิวิชญ์แนบแก้มไปกับศีรษะอีกฝ่าย ก่อนก้มกระซิบเบาๆ ทำให้อีกเธอยิ้มกว้าง หัวเราะทั้งน้ำตา ก่อนชกไหล่เขาเบาๆ
ชายหนุ่มมองออกไปนอกหน้าต่าง ถอนหายใจ ก่อนกอดดุจน้ำหนึ่งให้แน่นเข้า...
เขารู้สึกอบอุ่น...ยินดี ที่ในที่สุดในอ้อมแขนนี้มีใครที่รักและห่วงมาให้กอดเสียที
- - - - - - - - -
Background Music [BGM]
เพลง เธอคือใคร - ETC
อัลบั้มวางวันนี้พอดีเลย =w=
ชอบเพลงก็อุดหนุนได้น้อ หุหุ
หน้าม้าสุดฤทธิ์ เพราะชอบมาก
สนุกมากเลยค่ะ

แต่แหม...ขนาดเมาแล้วอ้วกใส่ยังรับกันได้ก็ไม่ต้องไปหาคนรู้ใจที่ไหนอื่นแล้วล่ะ
#1 By naranjina on 2007-02-08 12:44