วันพ่อ...วันนี้ที่ได้เฝ้าพระเจ้าอยู่หัว
posted on 05 Dec 2006 23:49 by shakri in shakriวันนี้ไปเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวที่ถนน หน้าพระตำหนักสวนจิตรลดามาค่ะ ออกจากบ้านกับแม่ราว 4 โมงได้ แวะไปบ้านลุง ไปไหว้ลุงวันพ่อ (ลุงเขย แฟนป้า แต่รัก เลี้ยงเรามาตั้งแต่เด็กๆ มีความทรงจำ มีเวลาด้วยกันมากกว่าพ่อแท้ๆ เสียอีก จากนี้จะแทนด้วยคำว่าพ่อตลอดนะคะ เพราะยังไงก็เห็นลุงเป็นพ่อมาแต่เกิดอยู่แล้ว แล้วก็เรียกพ่ออยู่แล้วด้วย) ปีนี้พ่อได้รับคัดเลือกจากเขตเป็นพ่อดีเด่น ก็ไปรับประกาศฯ จากพระบรมฉายาลักษณ์
ทีแรกเข้าบ้านไปหาพ่อ กะว่าจะไปหาไอ้หมีน้อย (หลานชาย ชื่อวิน) แต่พอแม่เราเดินเลยไปบ้านพี่ชาย เราก็เลยไปกอดพ่อ หอมแก้ม แล้วบอกพ่อว่ารักพ่อนะ อยู่กับหนูนานๆ ขอให้เข่าหายไวๆ (พ่อข้อเข่าเสื่อม) พ่อเขินแหละ 555 แกมีแต่ลูกผู้ชาย คนที่ห่างกับเราน้อยสุดก็ 12 ปี ลูกผู้ชายไม่ค่อยอ้อน ไม่ค่อยกอดแบบนี้ เราก็ถือว่าเราเป็นลูกสาวคนเล็ก แถมคนเดียวเสียด้วย หุหุ มองพ่อก็แอบคิดนะว่าชีวิตนี้จะหาผู้ชายดีแบบพ่อได้ไหม เหล้าไม่กิน(ไม่ติด แต่กินเฉพาะเวลาเทศกาล) บุหรี่ไม่สูบ การพนันไม่เล่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พ่อตอนหนุ่มๆ หล่อมาก 555 (เห็นภาพบนผนังสมัยพ่อไปสงครามเกาหลี โอ๊ย หล่อ) หาได้อย่างนี้สักคนเราคงมีความสุขเนอะ
พอไปหาหลาน แม่ก็คุยกับไอ้วินอยู่ (หลานเพิ่งสองขวบกว่าๆ แต่ตอแหลเกินวัย)
วิน - "อาต้อยไปไหนมาน่ะ" (แม่เป็นน้าของพ่อมัน แต่ทีบ้านติดเรียกอาจากพี่ชายที่เป็นลูกลุงอีกคน ฉะนั้นแม่ต้องเป็นย่า แต่แม่ไม่เอา ให้มันเรียกอาต้อยตามพ่อมันดีแล้ว แม่บอกฉันเด็กดี)
แม่ - "ไม่ได้ไปไหน กำลังจะไป"
วิน - "แล้วกำลังจะไปไหน"
แม่ - "ไปสนามหลวง"
วิน - (ตาโต) โหย เหรอ ไปสนามหลวงเหรอ ไปทำไมน่ะ
แม่ - "ไปเฝ้าในหลวง ในหลวงเสด็จ"
วิน - "จริงเหรอ ในหลวงเสด็จจริงเหรอ" (รู้จักในหลวงนะไอ้วินน่ะ)
แม่ - "จริงสิ ไปมะ ไปสนามหลวงกับอาต้อย"
วิน - (สั่นหัวดิก แล้วถอนหายใจ) "ไม่ไปอะ" (แล้วก็ทำหน้าเหนื่อย เซ็งโลก)
ด้วยเหตุนี้เราสองคนแม่ลูกก็เลยได้ออกจากบ้านลุง ขึ้นสาย 18 ตรงไปลงที่พระราชวังสวนจิตรลดา แม่บอกว่าแล้วจะไปยังไง ประตูไม่ได้อยู่ฝั่งนี้ ก็เลยบอกว่าเดินไปสิแม่ ชีก็ทำหน้าเบื่อๆ แกคุณหนูน่ะ ลูกคนเล็ก เดินโลสองโลเป็นไรไป นี่ไม่ถึงโลด้วยซ้ำ เหอๆ เอะอะอะไรก็ไม่ไหว ทำไม่ได้ รำคาญตรงนี้นิดหน่อย หุดหงิด ชอบตีตนไปก่อนไข้ ไม่ชอบคนแบบนี้
.
.
ก่อนหน้าจะออกจากบ้านก็มีเรื่องโมโหคือพี่ชายไปเที่ยวเกาะช้าง เอากล้องตัวใหญ่ โซนี่ H5 ไป เออ มึงดีเนอะ รู้อยู่แล้วว่าแม่กับน้องจะไปวันเฉลิม ต้องใช้กล้อง ยังเอาไป ไม่มีถามไถ่สักคำว่าจำเป็นต้องใช้จริงๆ ไหม แล้วมันไปเที่ยว ขอโทษ ไม่ได้ไปถ่ายภาพสวยงามหรอก เชื่อเหอะ เอาไปอวดเพื่อน โชว์ว่ากูมีของ ถามจริง เงินมึงรึเปล่าวะ ถ้าอยากโชว์พาวกรุณาเอาพาวที่เป็นของตัวเองไปโชว์ ไม่ใช่เงินแม่เงินน้อง ก่อนหน้านี้ก็มีหน้ามาถาม CSI ออกใหม่แล้วซื้อหรือยัง นึกในใจ ถามกูทำไม? ทำงานแล้วนี่ ไม่ซื้อเองเรอะ เป็นเหลือบเกาะเงินน้องห้าพัน กะของแม่อีกสองพัน ดูแล้วนี่ยังไม่พอใจใช่ไหม ต้องเกาะเราต่อไปกันอีกสินะ หึหึ อย่าแปลกใจว่าทำไมจตุรดาค่อนข้างมีทัศนคติโน้มเอียงไปเชิงเฟมินิสม์
.
.
ตอนอยู่บนรถเมล์ก็ได้ยินวิทยุบอกว่า เวลา 17.00 จะเสด็จออกจากพระราชวังสวนจิตรลดา ไปยังพระบรมมหาราชวัง ก็ถามแม่ว่ากี่โมง ตอนดู 16.30 เลยบอกว่าเออ งั้นเดินไปรอส่งเสด็จกัน แกก็บอกอีก โอ๊ยไม่ทันหรอก เอ่อ...จากป้ายรถเมล์หน้าวัง ไปประตูพระวรุณฯ เดินไม่ถึง 5 นาที 30 นาทีไม่ทันนี่คลานศอกไปเหรอ (เกลียดจริงๆ นิสัยแบบนี้) พอไปถึงก็ไปยืนอยู่แถวๆ กล้องเครนถ่ายทอดสด ไปนั่งฟังวิทยุพี่ตำรวจ แล้วพี่เขาก็แปลให้เราฟังด้วยนะ 555น่ารักจริงๆ
ระหว่างนั้นก็ควักกล้องมาถ่าย เป็น SLR ฟิล์ม pentex ซื้อต่อจากน้าที่ทำงานแม่เมื่อนานมาแล้ว แต่ไม่ค่อยได้หิ้วไปไหน ถ้าถ่ายแล้วภาพดูได้ก็จะสแกนมาให้ชม
นั่งอยู่ครูหนึ่ง ก็มีสัญญาณว่าจะเสด็จ พี่ๆ ตำรวจก็กระจายกำลังไปยืนการ์ด แม่บอกให้พี่ตำรวจเส้นช่องไฟหน่อย จะได้มองเห็นรถ แกก็เว้น น่ารักมาก - -" (พี่ตำรวจหล่อนะ แต่ไม่สเป็ค กั้กๆ ยศน้อยกว่าบิดาเรา เราไม่ปลื้ม)
แล้ววินาทีที่ทำให้น้ำตาซึมก็มาถึง...
เสียงกลองรัวเป็นเพลงมหาฤกษ์จากภายในพระราชวัง ทหารราชองครักษ์ถวายความคำรบด้วยการวันทยหัตถ์ รถยนต์พระที่นั่งทะเบียน ร.ย.ล.1 เคลื่อนออกจากประตูพระวรุณอยู่เจนอย่างช้าๆ แล้วเลี้ยวซ้ายไปตามถนน มุ่งสู่พระบรมมหาราชวัง
ชั่วขณะที่รถยนต์พระที่นั่งเลี้ยว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ หันมามองพวกเราที่นั่งอยู่ตรงหัวถนน ทรงโบกพระหัตถ์ให้ประชาชนของพระองค์ที่รออยู่ตรงนั้น
น้ำตาซึม...
บอกไม่ถูกว่าเพราะอะไร แต่เป็นความปิติที่บังเกิดในหัวใจในเสี้ยววินาที แต่จะอยู่ในความทรงจำไปชั่วกัปกัลป์
เราไม่เคยเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯแบบใกล้ชิด ก็เคยแต่เห็นพระองค์โดยสารรถพระที่นั่งผ่านไป ครั้งแรกตอนเล็กมาก เดินไปดูไฟวันเฉลม แล้วก็ดูพลุ ตอนนั้นเหนื่อยเหลือเกิน ไม่ไหวแล้ว เดินมาหลายโล จะแพ้แล้วล่ะ จะแพ้ตัวเองอยู่แล้ว แต่ทันทีที่ตำรวจกันคนแล้วเรายืนหยุดนิ่งอยู่ริมถนน ตาของเราได้เห็นพระเจ้าอยู่หัวเบือนพระพักตร์...โบกพระหัตถ์ให้ ไม่รู้ว่าความเหนื่อย ล้า เมื่อกี้มันหายไปไหนหมด เรามีกำลังที่จะก้าวต่อไปอีกครั้ง ไม่ต้องให้พ่ออุ้มด้วย
.
หลังจากที่เสด็จ เรากับแม่ก็เข้าไปชิลในเขาดิน นั่รถราง 20 บาท เขาดินตอนเย็นอากาศดีมากๆ อากาศเย็น วิวสวย แดดสวย น่าถ่ายรูป มองไปทางไหนก็เห็นแต่คนสวมเสื้อสีเหลืองเดินกันเป็นทิว มองแล้วก็เหมือนสายน้ำ...ที่แตกออกไปเป็นหลายสาขา ทว่าก็ยังเป็นนทีสีเหลืองที่มีที่สุดของหัวใจเป็นหนึ่งเดียวกัน และท้ายที่สุดแม่น้ำก็ไหลรวมกันอีกครั้ง ที่ทะเล...มหาสมุทร เพื่อเข้าเฝ้าพระผู้มีน้ำพระทัยไพศาลกว่าห้วงสมุทร ธ ผู้รวมคนไทยทั้งหลายให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้
แม่บอกว่าแม่จะไม่อยู่จุดเทียนแล้วจะกลับ แต่เราก็ดื้อจะอยู่ เราไม่ได้จะมาส่งเสด็จ หากเราจะมาจุดเทียนรับเสด็จกลับพระราชวัง ก็นั่งรอตรงหัวโค้งอีกฝั่ง เลือกฝั่งที่จะเห็นพระเจ้าอยู่หัวชัดๆ นั่งรออยู่ราวชั่วโมงกว่าๆ เทียนที่แจกก็ยังมาไม่ถึง นั่นเพราะเทียนทำมาไม่พอ จากลานสนามหลวง...ไล่ไปที่ราชดำเนิน ผ่านมัฆวาน ผ่านถนนต่างๆ จะมีสักกี่แสนคนกัน แต่ก็โชคดีที่พี่ข้างๆ เอาเทียนให้พวกเรา แล้วก็มีคนนำมาขาย สองเล่ม 5 บาท ก็ซื้อไว้ เราก็มีเทียนกันแล้ว ทีนี้ก็รอแต่เวลา
ระหว่างที่รอ เจอพี่ตำรวจยศพันโท ในชุดใหญ่ (คือชุดที่เป็นสูท) พี่ตำรวจน่ารักมาก มาบอกยายข้างหน้าว่ายายครับ ยังไม่เสด็จยืดขาก็ได้ครับ เดี๋ยวเมื่อย แล้วก็มีหลอกแกว่า ยายไม่เอาตะบันหมากมาเหรอ เห็นกินหมาก เนี่ยว่าง ตะบันหมากรอเลย คนแถวนั้นก็หัวเราะ คล้ายความเครียดจากการรอคอยได้ดี
แล้วเจ้าหน้าที่คนหนึ่งในสูทดำ ไทท์เหลืองก็มาบอกว่าทรงผ่านมัฆวานมาแล้ว แต่แล่นช้า(ดูทีวีจะพบว่าช้ามาก) พวกเราทั้งหมดก็เริ่มขยับท่านั่ง กระทั่งเห็นรถนำขบวน เราก็ได้ยินเสียงตะโกนเป็นระลอกมาว่า "ทรงพระเจริญ...ทรงพระเจริญ"
พระเจ้าอยู่หัวประทับอยู่ในรถพระที่นั่ง หันมาหาพวกเราและโบกพระหัตถ์ให้
ไม่รู้อีกแล้วว่าทำไมน้ำตาไหล ปลื้ม ดีใจเหลือเกิน
ตอนนั้นดูเวลาแล้วก็ 19.10 ได้ แต่ก็ยังไม่ได้ยินสัญญาณจากทางโทรทัศน์หรือวิทยุว่ามีการจุดเทียนชัย คนก็เริ่มทยอยเดิน แต่...เราไม่ได้กลับ จนเวลา 19.19 เสียงใครคนหนึ่งก็ร้องเพลงสดุดีมหาราชาดังขึ้นให้คนอื่นๆ ร้องตาม
ประชาชนของพระเจ้าอยู่หัว ยืนออกันอยู่ยังเชิงสะพานทอดเข้าสู่พระราชวัง ต่างจุดเทียน ต่อไฟกันเป็นทอดๆ ร้องเพลงสดุดีมหาราชาและเพลงสรรเสริญพระบารมีกันสุดเสียง พวกเราไม่ได้สนใจกำหนดการที่คนใหญ่คนโตจะต้อง "รอ" คนใหญ่คนโตที่มาช้า ไม่มาร่ายก่อนพิธี ทำให้ฤกษ์ชัยที่ตนวางไว้ต้องคลาดเคลื่อน
เรารู้แต่เรายืนอยู่หน้าบ้านของพระเจ้าอยู่หัว พวกเราขอถวายพระพรด้วยเสียงเพลง และแสงเทียนไม่รู้กี่พันกี่หมื่นเล่มซึ่งก็มิอาจจะเทียบพระองค์ที่เป็นยิ่งกว่าแสงสว่างนำพาประเทศชาติของพวกเราพ้นผ่านภัยมานับครั้งไม่ถ้วน ทุกคนร้อง เปล่งเสียงทั้งไชโยและทรงพระเจริญดังกึกก้อง จากนั้นก็ทยอยกันเดินจากไป
เรากับแม่เดินกลับมาหน้าเขาดิน แล้วก็เห็นแท็กซี่เลยเรียกนั่งกลับบ้านตอนนั่งในรถเราได้ยินเสียงคนมาสาย....กล่าวนำคนทั้งหลายปฏิญาณ เรากับแม่หัวเราะ บอกว่าเราไม่สนแล้ว เราได้ถวายพระพรพระเจ้าอยู่หัวของพวกเราไปแล้ว แล้วเราก็เชื่อว่าทรงได้ยิน และทรงเห็นว่าประชาชนของพระองค์ยืนอยู่ด้วยกัน ไม่แบ่งเชื้อชาติ ศาสนา เพื่อสิ่งเดียวคือถวายพระพร ธ ผู้เป็นที่รักยิ่งเหนือชีวิต
ก่อนหน้านี้เราเคยคิดถึงเรื่อง soulmate ว่ามันยากนะ
ที่คนเราจะเกิดมาแล้วเป็นเนื้อคู่กัน ตามหากันท่ามกลางคนเป็นล้านล้าน
แต่มันก็ง่ายกว่า....
การที่ใครคนหนึ่งจะเกิดมาและได้มีพระมหากษัตริย์เช่นพระเจ้าอยู่หัวของเรา
คนเราเวียนว่ายตายเกิดนับร้อยนับพัน
แต่คงมีครั้งหนึ่งในชั่ววัฏสงสารเท่านั้นที่ได้อยู่ใต้พระบรมโพธิสมภารของพระองค์
ทรงพระเจริญ






ทุกคนรักในหลวงมากเกินกว่าที่ตัวเองจะเข้าใจ
ไม่ได้ไปเขาดินนานแล้วเหมือนกันแฮะ อ่านแล้วอยากไปจัง
#1 By ฟิวส์ on 2006-12-05 23:50