[เรื่องสั้น] ซากไม้ในป่า
posted on 24 Sep 2006 19:06 by shakri in ShortStoryซากไม้ในป่า
ชายคนหนึ่งอาศัยอยู่ชายป่า เกิด โต และดำรงชีวิตอยู่ชายป่า ด้วยการหาของป่ามาขายตั้งแต่หนุ่ม จนมีภรรยา มีลูก มีครอบครัวเขาก็ยังใช้ป่าเป็นที่ทำกิน และคิดว่าคงจะเป็นเช่นนี้ไปจนวันตาย เพราะไม่ว่าจะพ่อ ปู่ ทวด ต่างก็หากินเช่นนี้เป็นปกติ
หลายครั้งที่มีคนมาแผ้วถางป่าสมบูรณ์ เผาทำลายให้กลายเป็นพื้นที่โล่งๆ จากนั้นก็ปลูกไร่ให้ผลผลิตมากมาย เขาก็ยังเฉยเมย เพราะรู้ดีว่าตนไม่ใช่เจ้าของป่า เป็นแค่คนที่อาศัยป่าเหมือนคนเหล่านั้น และบางครั้งเขาก็ยังแอบยินดีที่สามารถไปลักเอาผลผลิตบางส่วนมากินเองได้
มีแต่ลูกชายอายุสิบสามของเขาเท่านั้นที่บอกว่าอย่าทำแบบนั้นอีกเลย ถ้าอยากมีกินก็ต้องทำเอง ค่อยๆ ทำ ค่อยๆ สร้าง สักวันก็คงมีพอมีพอกินอย่างสบาย ไม่ต้องไปลักเขาขโมยใคร และไม่ต้องไปเอาของป่ามาขาย
ลูกชายของเขามันเริ่มพูดอะไรแปลกๆ แบบนี้ หลังจากที่เมียบอกให้ส่งลูกไปเรียนในเมือง เมื่อก่อนลูกเคยเชื่อฟังทุกอย่าง เขาว่าถูกลูกก็พยักหน้า เขาว่าผิดลูกก็ช่วยสนับสนุนความคิด หากพอมาวันนี้ลูกแค่รับฟัง และดูเหมือนจะคิดลำพังเงียบๆ ในใจ
พ่อจะเข้าป่าอีกแล้วหรือ ลูกชายถาม ในวันหนึ่งของปิดเทอมหน้าร้อน ทำให้เขากลับจากโรงเรียนประจำมาอยู่บ้านตลอดเวลา พ่อจะเข้าไปเก็บของป่า ไปรับจ้างเผาที่ หรือว่าอะไร
เก็บของป่า ถามทำไม
ข้าอยากไปด้วย
แล้วพ่อก็ออกเดินทางไปกับลูกชาย ลึกเข้าไปในชายป่า ล่วงจนถึงป่าชั้นใน เดินเก็บเห็ด เขาสัตว์ และสมุนไพรต่างๆ มากมายเพื่อนำออกไปขาย
ผู้พ่อแอบมองลูกหลายครั้ง ลูกเป็นเด็กฉลาด ตั้งแต่เล็กแล้วมักจะใช้สายตาแหลมคมเก็บของแทบทุกอย่างที่น่าจะได้ราคาดีใส่ย่าม ไม่ว่าจะใบไม้ ต้นไม้ หรือผลไม้ป่า ลูกชายก็ช่างเก็บกระทั่งต้องใช้ย่ามหลายใบในการขน
แต่มาวันนี้เดินมาเป็นเวลานาน ย่ามสีมอใบนั้นก็ยังไม่ถึงครึ่ง กว่าลูกชายจะเลือกอะไรใส่ย่ามสักอันหนึ่ง ก็ใช้เวลานานเหลือเกิน
ด้วยเหตุนี้ทั้งเขาและลูกจึงเดินเข้ามาลึกกว่าที่เคยโดยไม่รู้ตัว
ป่าเงียบจนไม่ได้ยินเสียงลม แม้อากาศจะเย็นแต่ต้นไม้ก็หนาแน่นจนเหมือนสายลมเข้ามาไม่ถึง เสียงสัตว์ป่าหายไปเหลือเพียงเสียงเซ็งแซ่ของแมลงปีกแข็ง ที่เป็นสัญลักษณ์ของฤดูร้อน
พ่อ เราออกจาป่ากันเถอะ เข้ามาลึกมากไปแล้ว เดี๋ยวจะกลับบ้านไม่ทันก่อนอาทิตย์ตก
เข้าต่อไปอีกนิด ย่ามเจ้ายังไม่เต็มเลยมิใช่หรือ ใช้ไม่ได้
ลูกชายได้แต่นิ่งเงียบ และเดินตามบิดาไป ผู้พ่อยิ่งเดินยิ่งเห็นแสงสว่างจัดจ้าขึ้นเรื่อยๆ เขาเดินไปตามทางนั้นเพียงเพราะความสงสัยที่มีอยู่ในอก ไม่มีความคิดเห็น ไม่มีการไตร่ตรอง เพียงไปให้รู้แน่ชัด
แล้วเขาก็เห็นรอยโหว่ของป่า อันเกิดจากซากไม้ใหญ่ต้นหนึ่งละทิ้งกิ่งก้าน เหลือแต่ลำต้นแห้งคล้ายยืนตายอยู่ตรงนั้น นั่นทำให้แสงอาทิตย์สาดลงมาเป็นลำท่ามกลางป่ามืดทึบ
ซากไม้ไม่ได้หักโค่นลงมา ยังดูคล้ายว่าจะแข็งแรง แต่เมื่อมองอย่างตั้งใจกลับพบรอยปริ ร้าว และรอยกะเทาะมากมายของเปลือกไม้ใหญ่ ถึงอย่างนั้นมันก็ยังยืนต้นทอดเงายาวดำทะมึน
ต้นไม้นี้เมื่อก่อนคงแผ่กิ่งก้านไกลนัก ลูกชายพูด ไม่รู้ทำไมจึงหักโค่นในเวลาอันรวดเร็ว
ทำไมเจ้าถึงว่ารวดเร็ว
เพราะถ้าไม่เช่นนั้น มันก็คงค่อยๆ พังทลาย และกิ่งจากต้นอื่นๆ โดยรอบก็คงมาปกคลุม ปิดช่องว่างนี้ได้ ลูกชายนิ่งไป ป่าจะรักษาตัวเองเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเยียวยา หรือปกปิดรอยแผลก็ตามที
พ่อขมวดคิ้ว ลูกชายเขาตั้งแต่มันเข้าโรงเรียนมัธยมในเมืองเมื่อหลายปีก่อน มันยิ่งพูดอะไรแปลกๆ พูดจาแล้วดูดี คล้ายๆ กับนายจ้างของเขาที่จ้างให้เผาป่าปรับหน้าดิน
อ๊ะ พ่อ อย่าเข้าไป ลูกชายกางแขนออกกัน เห็นไหม ต้นไม้เล็กๆ มันอยู่ใต้ร่มของซากไม้นี่ แสดงว่าคงตายไปไม่นานจริงๆ อาจจะโดนฟ้าผ่าเมื่อตอนเปลี่ยนฤดูก็ได้
ผู้พ่อพยักหน้า เหมือนจะเข้าใจที่ลูกชายพูด เขานั่งลงกับพื้น พินิจใบของต้นอ่อนด้วยความตั้งใจ แล้วเขาก็ร้องเสียงดังลั่นด้วยความยินดี
ข้าจะรวยแล้ว ข้าจะรวย
อะไรพ่อ ทำไมถึงรวย
เขาจูงมือลูกชาย ชี้ให้ดูเหล่าต้นอ่อนพวกนั้น ต้นไม้หายาก ไม้เนื้อหอม จะมีเฉพาะทางเหนือโน่น ปู่เจ้าเล่าว่าหาไม่เจออีกแล้ว เคยพบก็แค่ครั้งหนึ่งสมัยที่ตามพ่อเข้าป่า ตอนนั้นยังเป็นต้นไม้สูงแค่หัว เลยไม่ได้ทำอะไร ว่าจะขุดไปขาย แต่ก็คิดว่ารอให้ต้นมันใหญ่ มีต้นอ่อนๆ ก่อนค่อยเอาต้นอ่อนไปขาย
แล้วได้เอาไปขายไหม
ไม่ เพราะว่ามันจะมีดอกออกผลก็ต้องใช้เวลานานนัก นานจนปู่ของเจ้าและข้าเองก็ลืม
ถ้าพ่อกับปู่ไม่ลืม มันก็คงไม่มีโอกาสได้แพร่พันธุ์ครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะตาย เป็นแน่ ลูกชายหัวเราะ เรากลับกันเถอะพ่อ เดี๋ยวจะเย็นมากนัก
ข้าจะเอาต้นอ่อนไป
เอาไปตอนนี้ทั้งพ่อและข้าก็ไม่มีปัญญาทำให้ต้นอ่อนรอด อยู่ดีได้หรอก เอาไปก็รังแต่จะทำให้ตายเปล่า ปล่อยให้ป่าดูแลกันเองเถอะนะ
แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าป่าจะดูแลบ่อเงินของข้าได้รอด
อย่างน้อย...ป่าก็ทำให้เกิดต้นไม้ใหญ่ขึ้นมาได้ต้นหนึ่ง แม้มันจะเป็นเพียงซากแล้วก็ตามที
ทั้งสองกลับออกจากป่าโดยมีแค่ของพอขายได้ราคาติดตัวมา เมื่อถึงบ้านเขาเรียกลูกชายไปหน้าบ้าน ด้วยความเจ็บใจ เขาด่าลูกสาดเสียเทเสียว่าโง่ ที่ไม่ยอมเก็บต้นอ่อนนั้นมาขาย แต่เด็กชายวัยสิบสามก็เพียงยิ้ม และเดินจากไปเมื่อพ่อไล่
หลังจากนั้นอีกหลายครั้งที่ผู้พ่อเข้าป่าไปคนเดียว เฝ้ามอง เฝ้าสังเกตซากไม้ใหญ่ ทว่าเขาก็ยังไม่เห็นความสำคัญของมันอย่างที่ลูกชายบอก เป็นร่มเงาอย่างนั้นหรือ? คงความชุ่มชื้นให้หน่ออ่อนยามฝนตก? ลดแรงประทะของเม็ดฝนที่ตกลงมาจากเบื้องบน? เขาไม่เห็นว่ามันจะเป็นจริงสักนิด
ในเมื่อไม่เป็นจริงแล้วเขาจะเชื่อลูกชายที่เพิ่งจะอายุสิบสามไปทำไม มันก็แค่ถือตัวว่ามีการศึกษาสูงกว่า เลยหลอกให้เขาเชื่อตาม
ยามเช้าในอีกสองสามวันต่อมา ลูกชายวิ่งไปหาแม่ ถามถึงพ่อว่าหายไปไหนไม่กลับมาบ้านเมื่อคืน แม่ก็ได้แต่ส่ายหัว บอกกับลูกชายเบาๆ ว่าพ่อสั่งให้ตอบว่าเขานั้นไปทำงาน คงไม่กลับสักสองสามวันลูกชายไม่ติดใจสงสัย จึงเข้าบ้าน และอ่านหนังสือตลอดช่วงอาทิตย์นั้น
วันหนึ่งพ่อกลับมา พร้อมกับถุงที่มีเหรียญทอง เขาหัวเราะร่า มองเหยียดยิ้มเย้ยลูกชายที่ทำหน้างุนงง
ไหนเจ้าว่าไม่มีต้นไม้ใหญ่แล้วต้นอ่อนจะไม่รอด นี่ไง ข้าเอาต้นอ่อนไปขายได้เงินมาอักโข ภรรยาเขาดีใจ ร่ำร้องหาเสื้อผ้า แหวน ทอง พลางกระโดดกอดสามีแน่น
ข้าโค่นเองไม่ไหว เลยไปบอกให้เจ้าของที่ที่พ่อทำงานมาโค่น
แล้วพ่อก็ยอมให้เขาโค่น?
อ้าว ก็จะเป็นอะไรไป เมื่อก่อนเขาก็โค่นไม้ถางป่าทำที่ทำกินประจำ ถ้าเขาไม่ทำไหนเราจะได้ที่ทำกิน
แล้วไอ้ที่ที่เขาเผาโค่นทำลายมันปลูกอะไรได้ดีไหมพ่อ ! ลูกชายร้องเสียงดังจนทั้งพ่อและแม่ตกใจ ที่ๆ เขาให้เรามันก็ปลูกอะไรไม่ขึ้นแล้ว ที่เขาทิ้งไว้มันก็แค่ขยะที่เป็นแผ่นดิน พ่อ...ไฟเผาแค่ไม่นาน ชีวิตในดินก็ตายหมดแล้ว จะเหลืออะไรในผืนดินที่ทั้งโดนเผาและทำไร่
ก็...ก็นั่นน่ะสิ! พ่อตอบ ข้าถึงบอกให้เขาไปหาที่ใหม่ โค่นต้นไม้นั่นเสีย เก็บต้นอ่อนมาขาย เพราะอย่างไร ซากไม้นั่นก็ไม่มีประโยชน์เสียแล้ว
พ่อ แต่มันเป็นกำ...
กำบังคุ้มแดดคุ้มฝนที่ขาดๆ วิ่นๆ ไม่ว่า พ่อยังเถียง มันจะมีประโยชน์อะไรกับต้นไม้ที่ไม่ได้เป็นต้นไม้เต็มต้น เป็นซากไม้ที่รอวันจะแห้งตายไปในไม่ช้าไม่นานนี้ สู้ล่ม โค่นมัน แล้วปลุกใหม่ไม่ดีกว่าหรือ
แล้วพ่อจะปลูกใหม่ได้อย่างไรในเมื่อพ่อไม่มีต้นใหญ่ไว้แพร่พันธุ์?
ก็มีนี่ยังไง ต้นอ่อน
แล้วต้นอ่อนจะโตได้อย่างไรถ้าไม่มีร่มเงาจากซากต้นไม้นั่น
เราก็เร่งทำแนวบังแดดให้มันสิ จะไปยากอะไร ของพวกนี้ทำแป๊บๆ ก็เสร็จ
ทำแป๊บๆ ก็เสร็จแต่มันจะเหมาะกับต้นอ่อนไหมพ่อ แล้วไหนจะความชุ่มชื้นอีก
อยากชื้นเราก็รดน้ำ จะไปยากอะไร ผู้พ่อยักไหล่ อย่ามาทำโมโหไปหน่อยเลยน่ะ มีหน้าที่เรียนก็เรียนไป แล้วกลับไปอยู่โรงเรียนก็อย่าทำตัวเป็นปัญหาอีก
ลูกชายมองหน้าพ่อ ดวงตาเป็นประกายวาว แล้วเขาก็หายไปหลังประตูห้องนอนของตนเอง หลายวันต่อมาเขาเห็นพ่อตอกร้านทำร่มบังแดดให้กับต้นอ่อนที่ปลูกลงดิน เขาเฝ้ามองพ่อที่รดน้ำพรวนดิน โดยในใจพ่อนั้นมีความหวังว่ามันจะโตแล้วขายได้ แต่เขาก็เอาแต่มองเพียงอย่างเดียว ไม่คิดพูดกับบิดาอีกเลยกระทั่งไม่กี่วันก่อนที่จะกลับเข้าโรงเรียนประจำ
พ่อร่ำร้อง คร่ำครวญเสียงดัง ตีอกชกหัวตัวเองเหมือนจะเป็นบ้า กระทั่งแม่วิ่งเข้ามาห้ามก็ยังไม่หยุดฟูมฟาย เมื่อถามว่าเป็นอะไรก็ไม่ตอบ เอาแต่ร้องอยู่เช่นนั้น จนลูกชายเห็นแปลงต้นไม้ที่แห้งตายหมดในที่สุด
แล้วจะเอาที่ไหนขายกินอีก...
ก่อนหน้านั้นเราก็ทำอย่างอื่นแล้วมีกินได้มิใช่หรือพ่อ
แต่ข้าอยากปลูกต้นไม้นี่ให้มันโต! เขาร้องจนเสียงแหบแห้ง มันเป็นความฝันที่ข้าจะปลูกให้มันโต ข้าอยากเห็นมันตั้งแต่เด็ก และเมื่อเห็นแล้วข้าก็ต้องการครอบครอง อยากให้มันโตอยู่ที่หลังบ้านข้านี่
พรุ่งนี้เราเข้าป่ากันเถอะ ไปดูว่ายังเหลือต้นเล็กๆ อีกไหม ลูกชายโอบไหล่พ่อไว้ พยุงให้ลุกเดินไป โดยมีสายตาเป็นห่วงของแม่ไล่หลัง
วันถัดมาลูกชายก็พาพ่อมาถึงกลางป่า ที่ๆ เคยเป็นลานของซากไม้ เขามองด้วยความเจ็บปวดใจเมื่อเห็นมันถูกโค่น วางนอนไปกับพื้นราวเศษขยะไร้ค่า รอบข้างมันเหมือนกับที่เขาคิดไว้
...ต้นอ่อนทั้งหมดแห้งตาย...
ทำไม! ผู้พ่อร้อง ไอ้ซากไม้แห้งกลวง แล้วก็มีกิ่งก้านรุ่งริ่งอย่างนี้มันสำคัญขนาดทำให้ต้นอ่อนเติบโตได้เชียวหรือ มันก็แค่ไอ้ต้นไม้ไม่สมประกอบ จะอยู่ก็ไม่อยู่ จะตายก็ไม่ตาย ไม่ใช่ต้นไม้ดีๆ อย่างที่โตอยู่รอบๆ เสียหน่อย
มันจะเกือบตายซาก แทบไม่มีค่าความเป็นต้นไม้เหลือ ถึงเปลือกมันจะแห้งจนกะเทาะ เนื้อในมันกลวงโบ๋เพราะถูกหนอนเจาะไช แต่มันก็ยังเป็นต้นแม่ของพวกต้นอ่อนนะพ่อ... ลูกชายพูด ต่อให้มันเลวแค่ไหนมันก็ยังเป็นต้นแม่ ที่ธรรมชาติของมันกำหนดไว้ว่าต้องอยู่เพื่อปกป้องลูกๆ ของมัน
แม้มันใกล้จะตาย แต่รากของมันก็ยังสามารถดูดความชุ่มชื้นคอยเลี้ยงต้นเล็กได้ ถึงมันจะไม่มีกิ่งก้านใหญ่แผ่ไปกว้างไกลจนจรดต้นอื่น แต่ซากแห่งผุๆ นี่ก็ช่วยบังแสงแดดจัดๆ ในตอนสายไม่ให้ใบไหม้
จริงหรือ
จริง... ลูกชายตอบ เพราะมีซากที่รุ่งริ่งไม่สมประกอบนั่นแหละ ทำให้ต้นไม้น้อยๆ รู้ว่ามันต้องเติบโตให้สูงใหญ่ มีชีวิตต่อไป เรียนรู้จากความไม่สมบูรณ์ความผิดพลาดของต้นแม่
แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรคุ้มแดดคุ้มฝนแล้ว ต้นอ่อนก็เลยต้องตายไปตามที่มันต้องเป็น เขาพูด ก่อนย่อตัวนั่งคุกเข่า แตะใบต้นอ่อนที่แห้งกรอบเบาๆ เหมือนคนแหละพ่อ...ถ้าไม่มีแนวทางที่ผิดพลาดให้เปรียบเทียบ เด็กอย่างข้าก็ไม่รู้ว่าจะหาทางที่ถูกต้องได้อย่างไร
กลับบ้านเถอะพ่อ แม่รออยู่ ลืมไปเสียว่าเคยมีต้นไม้นี้อยู่ในป่า
ข้าทำไม่ได้...ข้าทำไม่ได้ เขาร้องไห้ ร้องเหมือนคนที่หมดความหวังทั้งหมดทั้งมวล
ลืมเสีย ลูกชายยิ้ม ข้าจะจำแทนพ่อ แล้วจะไม่ทำซ้ำรอยนั้นเป็นอันขาด
[จบ ซากไม้ในป่า]
ขอบคุณทุกคอมเมนต์นะคะ คิดเห็นอย่างไรก็แปะบอกได้เลยค่ะ เรื่องนี้ใช้เวลาคิดและรวบรวมสองวันคือวันที่ 19 - 20 ก.ย. แล้วลงมือเขียนจบในวันที่ 21 ก.ย. แรงบันดาลใจก็จากแถวๆ นี้ล่ะมั้ง
ขอบคุณนะที่ให้อ่านบทความดีดี
#1 By holmes (203.155.225.212) on 2006-09-24 19:17